หลวงพ่อสำเร็จศักดิสิทธิ/ หลวงพ่อผาดธุดงค์

ในห้อง 'ประวัติและนิทานธรรมะ' ตั้งกระทู้โดย supatorn, 12 สิงหาคม 2017.

  1. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    55,576
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +33,071
  2. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    55,576
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +33,071
    อรรถกถา ลฏุกิกชาดกว่าด้วย คติของคนมีเวร
    พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระเวฬุวันวิหาร ทรงปรารภพระเทวทัต จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า วนฺทามิ ตํ กุญฺชรํ สฏฺฐิหายํ ดังนี้ :-
    ได้ยินว่า วันหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายประชุมสนทนากันในโรงธรรมสภาว่า ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย พระเทวทัตเป็นคนกักขฬะหยาบช้าสาหัส พระเทวทัตนั้นไม่มีแม้แต่ความกรุณาในหมู่สัตว์.
    พระศาสดาเสด็จมาแล้วตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอนั่งสนทนากันเรื่องอะไรหนอ เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลให้ทรงทราบว่า เรื่องชื่อนี้ พระเจ้าข้า จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่บัดนี้เท่านั้น แม้ในกาลก่อน พระเทวทัตนี้ก็เป็นผู้ไม่มีความกรุณาเหมือนกัน แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
    ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในกำเนิดช้าง เจริญวัยแล้ว มีร่างกายใหญ่น่าเลื่อมใส เป็นจ่าโขลงมีช้างแปดหมื่นเป็นบริวาร อยู่ในหิมวันตประเทศ.
    ครั้งนั้น นางนกไส้ตัวหนึ่งตกฟองไว้ในที่เป็นที่เที่ยวไปของพวกช้าง. ลูกนกทั้งหลายทำลายฟองไข่ที่แก่ๆ ออกมา เมื่อลูกนกเหล่านั้น ปีกยังไม่งอกไม่สามารถจะบินได้เลย พระมหาสัตว์อันช้างแปดหมื่นห้อมล้อม เที่ยวหาอาหารไปถึงประเทศถิ่นนั้น.
    นางนกไส้เห็นดังนั้น จึงคิดว่า พระยาช้างนี้จักเหยียบย่ำลูกทั้งหลายของเราตาย เอาเถอะ เราจักขอการอารักขาอันประกอบด้วยธรรมกะพระยาช้างนั้น เพื่อจะป้องกันลูกน้อยทั้งหลายของเรา.
    ครั้นคิดแล้ว นางนกนั้นจึงประคองปีกทั้งสองข้างเข้าด้วยกัน แล้วยืนอยู่ข้างหน้าพระยาช้างนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :-
    ข้าพเจ้าขอไหว้พระยาช้างผู้มีกำลังเสื่อมโดยกาลที่มีอายุได้ ๖๐ ปี ผู้อยู่ในป่าเป็นเจ้าโขลง เพียบพร้อมด้วยบริวารยศนั้น
    ข้าพเจ้าขอทำอัญชลีท่านด้วยปีกทั้งสอง ขอท่านอย่าได้ฆ่าลูกน้อยๆ ของข้าพเจ้าผู้ยังมีกำลังทุรพลอยู่เลย.

    บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สฏฺฐิหายนํ ได้แก่ ผู้มีกำลังกายเสื่อมโดยเวลามีอายุ ๖๐ ปี.
    บทว่า ยสสฺสึ ได้แก่ ผู้เพียบพร้อมด้วยบริวาร.
    บทว่า ปกฺเขหิ ตํ อญฺชลิกํ ความว่า ข้าพเจ้าขอกระทำอัญชลีท่านด้วยปีกทั้งสอง.

    พระมหาสัตว์กล่าวว่า ดูก่อนนางนกไส้ เจ้าอย่าได้คิดเสียใจเลย เราจักรักษาบุตรน้อยๆ ของเจ้า แล้วจึงยืนคร่อมอยู่เบื้องบนลูกนกทั้งหลาย เมื่อช้างแปดหมื่นเชือกผ่านไปแล้วจึงเรียกนางนกไส้มาพูดว่า ดูก่อนนางนกไส้ มีช้างเชือกหนึ่งซึ่งมีปกติเที่ยวไปผู้เดียว จะมาข้างหลังพวกเรา ช้างนั้นจักไม่กระทำตามคำของเราทั้งหลาย เมื่อช้างนั้นมาถึง เจ้าพึงอ้อนวอนช้างแม้นั้น กระทำความปลอดภัยแก่ลูกน้อยทั้งหลาย ดังนี้แล้วหลีกไป.
    ฝ่ายนางนกไส้นั้นก็กระทำการต้อนรับช้างนั้น เอาปีกทั้งสองกระทำอัญชลี
    แล้วกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :-
    ข้าพเจ้าขอไหว้พระยาช้างผู้เที่ยวไปผู้เดียว ผู้อยู่ในป่า เที่ยวหาอาหารกินตามเชิงเขา ข้าพเจ้าขอทำอัญชลีท่านด้วยปีกทั้งสอง ขอท่านอย่าได้ฆ่าลูกน้อยๆ ของข้าพเจ้า ซึ่งยังมีกำลังทุรพลอยู่.

    บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปพฺพตสานุโคจรํ ความว่า ผู้หาอาหารที่ภูเขาหินทึบและที่ภูเขาดินร่วน.

    พระยาช้างนั้นได้ฟังคำของนางนกไส้นั้นแล้ว จึงกล่าวคาถาที่ ๓ ว่า :-
    แน่ะนางนกไส้ เราจะฆ่าลูกน้อยของเจ้าเสีย เจ้ามีกำลังน้อยจักทำอะไรเราได้ เราจะขยี้นกไส้อย่างเจ้าตั้งแสนตัวให้ละเอียดด้วยเท้าข้างซ้าย.

    บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วธิสฺสามิ เต ความว่า พระยาช้างกล่าวว่า เพราะเหตุไร เจ้าจึงวางลูกน้อยทั้งหลายไว้ในทางเป็นที่เที่ยวไปของเรา เพราะเหตุที่เจ้าวางไว้ ฉะนั้น เราจึงจักฆ่าลูกน้อยทั้งหลายของเจ้า.
    บทว่า กึ เม ตุวํ กาหสิ ความว่า เจ้าเป็นผู้ทุรพลจักกระทำอะไรแก่เราผู้มีเรี่ยวแรงมากมาย.
    บทว่า โปถเปยฺยํ๑ ความว่า แม้เราจะพึงทำนางนกไส้เช่นเจ้าตั้งแสนตัวให้แหลกละเอียดด้วยเท้าซ้าย ก็จะป่วยกล่าวไปใยถึงเท้าขวา.
    ____________________________
    ๑. บาลีเป็น โปถเยยฺยํ.

    ก็แล ครั้นช้างนั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว ก็ทำลูกน้อยของนางนกไส้นั้นให้แหลกละเอียดด้วยเท้า แล้วทำให้ลอยไปด้วยน้ำมูตร ร้องบันลือเสียงแล้วก็หลีกไป.
    นางนกไส้จับอยู่ที่กิ่งไม้จึงกล่าวว่า แน่ะช้าง บัดนี้ เจ้าจงบันลือไปก่อน ต่อล่วงไป ๒-๓ วัน เจ้าจักเห็นการกระทำของเรา เจ้าย่อมไม่รู้ว่ากำลังความรู้ยิ่งใหญ่กว่ากำลังกาย ข้อนั้นจงยกให้เรา เราจักให้เจ้ารู้กำลังความรู้นั้น
    เมื่อจะคุกคามช้างนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๔ ว่า :-
    กิจที่จะพึงทำด้วยกำลังกายย่อมสำเร็จไม่ได้ในที่ทั้งปวง เพราะกำลังกายของคนพาล ย่อมมีเพื่อฆ่าคนอื่น แน่ะพระยาช้าง ท่านผู้ใดฆ่าลูกน้อยๆ ของเราผู้มีกำลังทุรพล เราจักทำสิ่งที่ไม่ใช่ความเจริญให้แก่ท่านผู้นั้น.

    บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พเลน ได้แก่ กำลังกาย.
    บทว่า อนตฺถํ ได้แก่ ความไม่เจริญ.
    บทว่า โย เม ความว่า ท่านผู้ใดฆ่า คือพิฆาตลูกน้อยๆ ผู้ยังทุรพลของเรา.

    นางนกไส้นั้นครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว จึงอุปัฏฐากกาตัวหนึ่งอยู่ ๒-๓ วัน อันกานั้นยินดีแล้วจึงกล่าวว่า เราจะกระทำอะไรให้แก่ท่าน จึงกล่าวว่า นาย กิจอย่างอื่นที่ท่านจะพึงทำแก่ข้าพเจ้าไม่มี แต่ข้าพเจ้าหวังให้ ท่านเอาจะงอยปากประหารนัยน์ตาทั้งสองข้างของช้างที่มีปกติเที่ยวไปผู้เดียวเชือกหนึ่งให้แตก.
    นางนกไส้นั้นอันกานั้นรับคำว่า ได้ จึงไปอุปัฏฐากแมลงวันหัวเขียวตัวหนึ่ง อันแมลงวันหัวเขียวแม้นั้นก็กล่าวว่า เราจะทำอะไรให้แก่ท่าน จึงกล่าวว่า เมื่อนัยน์ตาทั้งสองข้างของช้างที่มีปกติเที่ยวไปผู้เดียว แตกไปเพราะเหตุนี้แล้ว ข้าพเจ้าปรารถนาให้ท่านหยอดไข่ขังลงในนัยน์ตาทั้งสองข้างนั้น
    เมื่อแมลงวันหัวเขียวแม้นั้นกล่าวว่า ได้ จึงไปอุปัฏฐากกบตัวหนึ่ง อันกบนั้นกล่าวว่า เราจะทำอะไรให้แก่ท่าน จึงกล่าวว่า ในกาลใด ช้างตัวหนึ่งที่มีปกติเที่ยวไปผู้เดียว เป็นช้างตาบอดแล้วเที่ยวแสวงหาน้ำดื่ม ในกาลนั้น ท่านพึงเกาะอยู่ที่ยอดเขาแล้วส่งเสียงร้อง เมื่อช้างนั้นขึ้นถึงยอดเขา พึงลงมาส่งเสียงร้องอยู่ที่เหว ข้าพเจ้าหวังการกระทำมีประมาณเท่านี้จากสำนักของท่าน. กบนั้นได้ฟังคำของนางนกไส้นั้นแล้ว จึงรับคำว่า ได้.
    อยู่มาวันหนึ่ง กาเอาจะงอยปากทำลายตาทั้งสองข้างของช้างแตกแล้ว. แมลงวันจึงหยอดไข่ขังลงไปที่นัยน์ตา. ช้างนั้นถูกตัวหนอนทั้งหลายชอนไชอยู่ ได้รับทุกขเวทนา อยากจะดื่มน้ำเป็นกำลัง จึงเที่ยวแสวงหาน้ำดื่ม.
    ในกาลนั้น กบจึงเกาะอยู่บนยอดเขาส่งเสียงร้อง ช้างคิดว่า น้ำดื่มจักมี ณ ที่นี้ จึงขึ้นไปยังภูเขา ลำดับนั้น กบจึงลงมาเกาะอยู่ที่เหวส่งเสียงร้อง ช้างคิดว่า น้ำดื่มจักมี จึงบ่ายหน้าไปทางเหว ได้ลื่นพลัดตกลงไปที่เชิงเขา ถึงสิ้นชีวิต.
    นางนกไส้รู้ว่าช้างนั้นตายแล้ว จึงร่าเริงดีใจว่า เราเห็นหลังปัจจามิตรแล้ว จึงเดินไปๆ มาๆ บนร่างของช้างนั้น แล้วก็ตามยถากรรม.

    พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ขึ้นชื่อว่าเวร ไม่ควรทำกับใครๆ สัตว์ทั้ง ๔ เหล่านี้ร่วมกันแล้ว ทำช้างผู้ถึงพร้อมด้วยกำลังให้ถึงสิ้นชีวิตได้ แล้วตรัสอภิสัมพุทธคาถานี้ว่า :-
    ท่านจงดูกา นางนกไส้ กบ และแมลงวันหัวเขียว สัตว์ทั้ง ๔ เหล่านี้ได้ร่วมใจกันฆ่าช้างเสียได้ ท่านทั้งหลายจงเห็นคติแห่งเวรของคนผู้มีเวรทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล ท่านทั้งหลายอย่าพึงกระทำเวรกับใครๆ แม้ผู้ไม่เป็นที่รักใคร่เลย.

    ครั้นตรัสแล้ว จึงทรงประชุมชาดก.

    บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปสฺส นี้ เป็นคำเรียกซึ่งไม่กำหนดแน่นอนลงไป. แต่เพราะตรัสหมายเอาภิกษุทั้งหลาย จึงเป็นอันตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงเห็น.
    บทว่า เอเต ได้แก่ สัตว์ทั้ง ๔ ได้รวมกัน.
    บทว่า อฆาเตสุํ ได้แก่ ฆ่าช้างนั้น.
    บทว่า ปสฺส เวรสฺส เวรินํ ความว่า ท่านทั้งหลายจงเห็นคติแห่งเวรของคนที่มีเวรกัน.

    พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงทรงประชุมชาดกว่า
    ช้างตัวที่มีปกติเที่ยวไปผู้เดียวในกาลนั้น ได้เป็น
    พระเทวทัต
    ส่วนช้างจ่าโขลงในครั้งนั้น ได้เป็น
    เราตถาคต ฉะนี้แล.
    จบ อรรถกถาลฏุกิกชาดกที่ ๗
    :- https://84000.org/tipitaka/attha/jataka.php?i=270732
     
  3. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    55,576
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +33,071
    มสกชาดก ศัตรูที่มีปัญญา ดีกว่ามีมิตรที่โง่เขลา #นิทาน #runglife #พระพุทธเจ้า #พระโพธิสัตว์

    RungLife Ch.
    Oct 15, 2025
    อรรถกถา มกสชาดกว่าด้วย มีศัตรูผู้มีปัญญาดีกว่ามีมิตรโง่

    [​IMG]พระบรมศาสดา เมื่อเสด็จจาริกไปในหมู่ชนชาวมคธ ทรงปรารภพวกมนุษย์ชาวบ้านที่เป็นพาล ในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า “ เสยฺโย อมิตฺโต ” ดังนี้. :-
    [​IMG]ได้ยินมาว่า ในสมัยหนึ่ง พระตถาคตเจ้าเสด็จจากพระนครสาวัตถี ไปสู่แคว้นมคธ ขณะกำลังเสด็จจาริกไปในแคว้นมคธนั้น ทรงบรรลุถึงบ้านตำบลหนึ่ง. แม้บ้านหมู่นั้นก็หนาแน่นไปด้วยพวกมนุษย์อันธพาลโดยมาก.
    [​IMG]ครั้นอยู่มาวันหนึ่ง พวกมนุษย์อันธพาลประชุมปรึกษากันว่า ท่านทั้งหลาย พวกยุงมันรุมกัดเรา ขณะที่ไปทำการงานในป่า เพราะเหตุนั้น การงานของเราทั้งหลายจึงขาดไป พวกเราจักถือธนูแลอาวุธ ครบมือทีเดียว พากันไปรบกับฝูงยุง ฆ่ามันเสีย แทงมันเสีย ให้ตายให้หมด ดังนี้ แล้วพากันไปป่า ต่างก็หมายมั่นว่า เราจักแทงฝูงยุง กลับไปทิ่มแทง ประหารกันเอง ต่างคนต่างก็เจ็บป่วยกลับมา นอนอยู่ภายในบ้านก็มี ที่กลางบ้านก็มี ที่ประตูบ้านก็มี.
    [​IMG]พระบรมศาสดาแวดล้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์ เสด็จเข้าไปสู่บ้านนั้นเพื่อบิณฑบาต. หมู่คนที่เป็นบัณฑิตที่เหลือ เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงสร้างมณฑปที่ประตูบ้าน ถวายมหาทานแก่พระสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ถวายบังคมพระศาสดา นั่งอยู่แล้ว.
    [​IMG]ครั้งนั้น พระศาสดาทอดพระเนตรเห็น คนทั้งหลายล้มนอนเจ็บในที่นั้นๆ ก็ตรัสถามอุบาสกเหล่านั้นว่า คนเหล่านี้ไปทำอะไรกันมา จึงได้เจ็บป่วยกันมากมาย?
    [​IMG]อุบาสกเหล่านั้นก็กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ คนเหล่านี้คบคิดกันว่า พวกเราจักทำการรบกับฝูงยุง แล้วพากันยกไป กลับไปรบกันเอง เลยเจ็บป่วยไปตามๆ กัน.
    [​IMG]พระศาสดาตรัสว่า มิใช่ในบัดนี้เท่านั้น ที่พวกมนุษย์อันธพาลคบคิดกันว่า เราจักประหารฝูงยุง กลับประหารตนเอง แม้ในครั้งก่อน ก็เคยเป็นพวกมนุษย์ที่คิดว่า จักประหารยุง แต่กลับประหารผู้อื่นมาแล้วเหมือนกัน. แล้วทรงดุษณี ต่อเมื่อพวกมนุษย์เหล่านั้นทูลอาราธนาแล้ว.
    [​IMG]ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
    [​IMG]ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติ อยู่ในกรุงพาราณสี. พระโพธิสัตว์เลี้ยงชีวิตด้วยการค้า. ครั้งนั้น ที่บ้านชายแดนแห่งหนึ่ง ในแคว้นกาสี มีพวกช่างไม้อาศัยอยู่มาก ด้วยกัน. ช่างไม้หัวล้านคนหนึ่ง ในหมู่ช่างไม้เหล่านั้น กำลังตากไม้ ขณะนั้น มียุงตัวหนึ่ง บินมาจับที่ศีรษะ ซึ่งคล้ายกับกะโหลกทองแดงคว่ำ แล้วกัดศีรษะด้วยจะงอยปาก เหมือนกับประหารด้วยหอก. ช่างไม้จึงบอกลูกของตน ผู้นั่งอยู่ใกล้ๆ ว่า ไอ้หนู ยุงมันกัดศีรษะพ่อ เจ็บเหมือนถูกแทงด้วยหอก จงฆ่ามันเสีย.
    [​IMG]ลูกพูดว่า พ่อจงอยู่นิ่งๆ ฉันจะฆ่ามัน ด้วยการตบครั้งเดียวเท่านั้น.
    [​IMG]แม้ในเวลานั้น พระโพธิสัตว์ก็กำลังเที่ยวแสวงหาสินค้าของตนอยู่ ลุถึงบ้านนั้น นั่งพักอยู่ในโรงของช่างไม้นั้น. เป็นเวลาเดียวกันกับที่ช่างไม้นั้น บอกลูกว่า ไอ้หนู ไล่ยุงนี้ที.
    [​IMG]ลูกขานรับว่า จ่ะพ่อ ฉันจะไล่มัน พูดพลาง ก็เงื้อขวานเล่มใหญ่คมกริบ ยืนอยู่ข้างหลังพ่อ ฟันลงมาเต็มที่ ด้วยคิดว่า จักประหารยุง เลยผ่าสมองของบิดาเสียสองซีก. ช่างไม้ถึงความตายในที่นั้นเอง.
    [​IMG]พระโพธิสัตว์เห็นการกระทำของลูกช่างไม้แล้ว ได้คิดว่า ถึงปัจจามิตรเป็นบัณฑิต ก็ยังดีกว่า เพราะเขายังเกรงอาญาแผ่นดิน ไม่ถึงกับฆ่ามนุษย์ได้.
    [​IMG]แล้วกล่าวคาถานี้ ความว่า
    [​IMG]“ ศัตรูผู้มีความรู้ ประเสริฐกว่ามิตรผู้ปราศจากความรู้ ไม่ประเสริฐเลย เพราะลูกชายผู้โง่เขลา คิดว่า จักฆ่ายุง กลับผ่าหัวของพ่อเสีย ” ดังนี้.
    [​IMG]บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เสยฺโย ความว่า ประเสริฐ คือสูงสุด.
    [​IMG]บทว่า มติยา อุเปโต ความว่า ประกอบด้วยปัญญา.
    [​IMG]บทว่า เอลมูโค แปลว่า เซ่อเซอะ คือโง่เขลา.
    [​IMG]บทว่า ปุตฺโต ปิตุ อพฺภิทา อุตฺตมงฺคํ ความว่า เพราะความที่ตนเป็นคนโง่เขลา แม้เป็นบุตร คิดว่า เราจักฆ่ายุง ก็ยังผ่าหัวสมองของพ่อเสียแล่งเป็น ๒ ซีก เพราะเหตุนั้น บัณฑิตถึงจะเป็นศัตรู ก็ยังดีกว่ามิตรที่โง่ๆ.
    [​IMG]พระโพธิสัตว์ ครั้นกล่าวคาถานี้แล้ว ก็ลุกขึ้นไปทำงานตามหน้าที่. แม้พวกที่เป็นญาติ ก็ได้จัดการทำสรีรกิจของช่างไม้.
    [​IMG]พระบรมศาสดาตรัสว่า อุบาสกทั้งหลาย แม้ในครั้งก่อน ก็ได้เคยมีมนุษย์ที่ได้คิดว่า เราจักประหารยุง แต่กลับประหารคนอื่นมาแล้ว เหมือนกัน.
    [​IMG]ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงสืบอนุสนธิประชุมชาดกว่า
    [​IMG]ก็พ่อค้าบัณฑิตที่กล่าวคาถา แล้วหลีกไป ได้มาเป็น เราตถาคต นี้แล.



    [​IMG]-----------------------------------------------------

    :- https://84000.org/tipitaka/atita100/jataka.php?i=270044
     
  4. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    55,576
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +33,071
    โยมเคลิ้มไปเมืองนรก

    หลวงตา
    Dec 7, 2025
     
  5. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    55,576
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +33,071
    พระพุทธเจ้า"ดับสี่พยศ #พรามณ์ภารทวาช"

    ปิณกะ
    Dec 23, 2025

    หากวันนี้เพื่อนๆ กำลังต่อสู้กับคำด่าทอ ความไม่เข้าใจ หรือไฟแห่งอารมณ์ที่แผดเผาใจ... เรื่องราวของพราหมณ์ผู้ได้ฉายาว่า "นักด่า" จะพาเพื่อนๆไปพบกับ "ศิลปะการรับมือกับคำดูถูก" ที่ทรงพลังที่สุดในประวัติศาสตร์พุทธกาล
    ท่ามกลางบรรยากาศอันศักดิ์สิทธิ์ของเวฬุวันมหาวิหาร เกิดเหตุการณ์ที่สั่นสะเทือนวงการพราหมณ์ยุคโบราณ เมื่อ "อักโกสกภารทวาชพราหมณ์" ผู้ทระนงในศักดิ์ศรีและเปี่ยมไปด้วยทิฐิ ต้องสูญเสียความอดทนเพียงเพราะคนในตระกูลหันไปเลื่อมใสในพระธรรม เขาจึงรวบรวมคำด่าทอที่เจ็บแสบที่สุด มุ่งหน้าไปหวังจะหักหน้าพระบรมศาสดาต่อหน้าพุทธบริษัท ทว่า... สิ่งที่เขาได้รับกลับไม่ใช่การโต้เถียงด้วยอารมณ์ แต่เป็น "คำถามเรียบง่าย" ที่เปลี่ยนทิศทางของพายุให้วนกลับไปหาเจ้าของ บทสนทนาธรรมที่แหลมคมนี้จะสอนให้เราเข้าใจว่า "เราไม่จำเป็นต้องเป็นถังขยะที่รองรับอารมณ์ของใคร" และชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ไม่ใช่การทำให้ศัตรูพ่ายแพ้ แต่คือการดับไฟที่กำลังไหม้อยู่ในใจเราเอง มาร่วมหาคำตอบว่า "ของขวัญที่ผู้รับไม่ยอมรับ จะตกเป็นของใคร?" และค้นพบจุดเปลี่ยนที่ทำให้พราหมณ์ผู้เกรี้ยวกราด ยอมวางอาวุธทางคำพูด แล้วก้มลงกราบแทบพระบาทด้วยความเลื่อมใสอย่างหมดใจ
    ในพอดแคสต์นี้
    00:00 เริ่มต้น
    1:08 EP 1: เปลวเพลิงในสายเลือด และเสียงร่ำไห้ของพราหมณ์"
    4:55 EP 2: มนตราแห่งการสาปแช่ง ณ ประตูพระเวฬุวัน"
    9:30 EP 3: มหาสมุทรไม่อาจเปื้อนด้วยน้ำลาย
    14:18 EP 4: คลื่นลูกที่สอง และความเงียบที่ทรงพลังยิ่งกว่าเดิม"
    17:40 EP 5: เดิมพันสุดท้าย... เมื่อปัญญาชนะสายเลือดขาดลอย"
    21:39 EP. 6: รอยเท้าบนทราย...เมื่อนักด่ากลายเป็นผู้ถูกด่า"
    26:56 EP. 7: ปราสาทที่สั่นไหว... เมื่อความสงบพิชิตมงกุฎ"
    30:11 EP. 8: ลมหายใจที่เป็นอมตะ... จากนักด่าสู่แสงสว่างของโลก"
     
  6. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    55,576
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +33,071
    พราหมณ์สัจจบุตร - พราหมณ์ผู้พบพระพุทธเจ้านำไปสู่ปรินิพพาน

    แสงแห่งพุทธะ
    Dec 21, 2025

    เรื่องราวของพราหมณ์สัจจบุตร คือการเดินทางของชายผู้รักความจริง แต่กลับพบว่า ‘ความจริงที่ยิ่งใหญ่ที่สุด’ ไม่ได้อยู่ในตำรา ไม่ได้อยู่ในพิธีกรรม แต่อยู่ในคำสอนของพระพุทธเจ้า และในใจของเขาเอง…” “บางคนเกิดมาพร้อมกับความมั่นใจในศรัทธาเดิม แต่พราหมณ์สัจจบุตรเกิดมาพร้อมคำถาม และคำถามนั้น…พาเขามาพบแสงธรรม”
    00:00 INTRO 15 ตอน ของพราหมณ์สัจจบุตร
    01:18 ตอนที่ 1 : เด็กหนุ่มพราหมณ์ผู้รักความจริงเป็นชีวิต
    06:38 ตอนที่ 2 : ศรัทธาที่เริ่มสั่นคลอน — ความจริงที่ไม่ตรงกับตำราพราหมณ์
    11:06 ตอนที่ 3 : คำถามที่ไม่มีใครตอบได้ — จุดเริ่มต้นของหัวใจที่มุ่งสู่ธรรมแท้
    15:49 ตอนที่ 4 : ข่าวการบังเกิดของพระพุทธเจ้า — แสงที่สัจจบุตรเฝ้ารอ โดยไม่รู้ตัว
    21:15 ตอนที่ 5 : การเดินทางตามหาความจริง — ก้าวแรกสู่หนทางใหม่ 27:00 ตอนที่ 6 : การพบพระพุทธเจ้าครั้งแรก — แสงธรรมที่ทำให้โลกทั้งใบเงียบลง
    32:28 ตอนที่ 7 : คำถามที่แทงทะลุหัวใจ — และคำตอบที่เปลี่ยนเขาจาก “นักแสวงหา” เป็น “สาวกผู้ตื่นรู้”
    38:18 ตอนที่ 8 : จุดที่สัจจบุตรตัดสินใจละทางพราหมณ์ — วินาทีที่หัวใจเลือกเส้นทางใหม่
    43:11 ตอนที่ 9 : การบวชของสัจจบุตร — วินาทีที่ชีวิตใหม่เริ่มต้นบนผ้ากาสาวพัสตร์
    47:56 ตอนที่ 10 : วันแรกในผ้าเหลือง — บททดสอบที่สัจจบุตรต้องเผชิญด้วยหัวใจที่เกิดใหม่
    54:34 ตอนที่ 11 : บททดสอบแรก — อัตตาที่สัจจบุตรไม่รู้ว่าซ่อนอยู่
    59:48 ตอนที่ 12 : มิตรภาพที่ก่อร่างในผ้าเหลือง — เมื่อสัจจบุตรได้เรียนรู้ว่าทางธรรม…ไม่จำเป็นต้องเดินลำพัง
    01:05:59 ตอนที่ 13 : เผชิญเงาจิต — เมื่อสัจจบุตรพบศัตรูที่แอบซ่อนลึกที่สุดในใจตนเอง
    01:12:00 ตอนที่ 14 : การเติบโตภายใน — เมื่อสัจจบุตรพบว่า “ธรรมะที่แท้จริง ต้องรู้ด้วยใจ ไม่ใช่สมอง”
    01:17:57 ตอนที่ 15 : ความสำเร็จในธรรม — จากพราหมณ์ผู้หลงหาความจริง สู่ผู้พบความจริงอยู่ในใจ
     
  7. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    55,576
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +33,071
    สามเณรสุข เหตุการณ์ที่พระพุทธองค์ทรงยอมเป็น 'ยาม' เพื่อขวางพระสารีบุตร

    พุทธะศาลา
    Nov 29, 2025

    เมื่อพระพุทธเจ้าทรงเฝ้าประตู! ตำนาน "สามเณรสุข" ผู้สอนตนเองด้วยปัญญา | พุทธะศาลา ทำไมพระบรมศาสดา ผู้เป็นครูของโลก ถึงต้องเสด็จมายืนขวางประตูห้องพักเล็กๆ ด้วยพระองค์เอง? เพื่อปกป้องสามเณรน้อยวัย 7 ขวบ จากความหวังดีของพระอัครสาวก... เรื่องราวการต่อสู้ทางจิตวิญญาณที่มีเดิมพันเป็น "นิพพาน"
    ในตอนนี้คุณจะได้ฟัง :
    กำเนิดเด็กชายแห่งความสุข : ผู้เปลี่ยนความขัดสนให้เป็นความมั่งคั่ง
    3 บทเรียนเปลี่ยนชีวิต : จากชาวนาไขน้ำ ช่างดัดลูกศร และช่างถากไม้
    ️ เหตุการณ์ระทึก : พระพุทธเจ้าทรงทำหน้าที่ "ทวารบาล" (ยาม) เพื่อซื้อเวลา
    ❓ ปริศนาธรรม 4 ข้อ : กลยุทธ์ที่พระพุทธองค์ใช้รั้งพระสารีบุตร
    การ "ดัดใจ" ให้ตรง : เคล็ดลับการบรรลุธรรมของเด็ก 7 ขวบ
    ✨ บทสรุป : เราจะฝึกใจตัวเองอย่างไร ในโลกที่วุ่นวาย
     
  8. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    55,576
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +33,071
    พระชตุกัณณิกะ ศิษย์เอกที่ถามหาวิธี "หยุดเวลา" ต่อหน้าพระพุทธเจ้า?

    พุทธะศาลา
    Dec 9, 2025

    ชาติภูมิ
    ท่านพระชตุกัณณีเถระ เป็นบุตรพราหมณ์ ในนครสาวัตถี เมื่อมีอายุพอสมควร ที่จะศึกษาเล่าเรียนได้แล้ว ได้ไปศึกษาศิลปวิทยาอยู่ ในสำนักของพราหมณ์พาวรี ผู้เป็นปุโรหิตของพระเจ้าปเสนทิโกศล

    ออกบวชเป็นชฏิลตามพราหมณ์พาวรี
    ครั้นกาลต่อมา พราหมณ์พาวรี มีความเบื่อหน่ายในฆราวาส จึงลาพระเจ้าปเสนทิโกศล ออกจากตำแหน่งปุโรหิต เมื่อได้รับพระบรมราชานุญาต ได้ออกบวชเป็นชฎิล ประพฤติพรต ตามลัทธิของพราหมณ์ ตั้งตนเป็นคณาจารย์ใหญ่สั่งสอนไตรเพทแก่หมู่ศิษย์ ตั้งอาศรมอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำโคธาวารี ที่พรมแดนแห่งเมืองอัสสกะ และอาฬกะต่อกัน

    ชตุกัณณีมาณพ ได้ทูลถามปัญหาเป็นคนที่สิบเอ็ด
    ชตุกัณณีมาณพออกบวชติดตามไปศึกษาศิลปวิทยาอยู่ด้วย ชตุกัณณีเป็นผู้หนึ่งในจำนวน ๑๖ คนนั้น จึงพร้อมกันไปเฝ้าพระศาสดา ซึ่งประทับอยู่ที่ปาสาณเจดีย์ แคว้นมคธ ทูลขอโอกาสถามปัญหา ครั้นพระบรมศาสดาทรงอนุญาตแล้ว อชิตมาณพ ได้ทูลถามปัญหาเป็นคนแรก เพราะเป็นหัวหน้า ส่วนชตุกัณณีมาณพ เมื่อกัปปมาณพทูลถามปัญหา ได้ฟังปัญหาพยากรณ์บรรลุพระอรหันต์แล้ว ชตุกัณณีมาณพได้ทูลถามปัญหาเป็นคนที่สิบเอ็ดว่า

    " ข้าพระพุทธเจ้า ได้ทราบว่า พระองค์ไม่ใช่ผู้ใคร่กาม ข้ามพ้นห้วงกิเลสเสียแล้ว จึงมาเฝ้าเพื่อจะทูลถามพระองค์ ผู้หากิเลสกามมิได้ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้มีปัญญาดุจดวงตาอันเกิด พร้อมกับตรัสรู้ จงแสดงธรรม สำหรับระงับกิเลสแก่ข้าพระพุทธเจ้า เหตุว่าพระองคีรส ผจญกิเลสกามให้แห้งหายได้ ดุจพระอาทิตย์ อันส่องแผ่นดินให้แห้งด้วยรัศมี ขอพระองค์ ผู้มีปัญญากว้างขวาง ราวกับแผ่นดิน ตรัสบอกธรรม เป็นเครื่องละชาติชรา ในอัตภาพนี้ แก่ข้าพระพุทธเจ้า ผู้มีปัญญาน้อยเถิด "

    พระบรมศาสดา ทรงพยากรณ์ว่า ท่านจงกำจัด ความกำหนัดในกามให้หมดสิ้นไป เห็นความหมดไป แห่งกามเป็นเกษมเถิด กิเลสเครื่องกังวล ที่ท่านยึดถือไว้ด้วย ตัณหาและทิฏฐิ ซึ่งควรจะละเสีย อย่าเสียดแทงใจของท่านได้ กังวลใด มีแล้วในปางก่อน ท่านจงให้กังวลนั้น เหือดแห้งเสีย กังวลในภายหลัง อย่าได้มีแก่ท่าน ถ้าท่านจักไม่ถือเอากังวล ในท่ามกลาง ท่านจักเป็นคนสงบ ระงับกังวลได้ อาสวะ (กิเลส) ซึ่งเป็นเหตุถึงอำนาจมัจจุราช ของชนผู้ปราศจากความกำหนัดในกาม โดยอาการทั้งปวง ก็มีไม่ได้

    บรรลุอรหัตตผล และอุปสมบทด้วยเอหิภิกขุอุปสัมปทา
    ในที่สุดแห่งการตอบปัญหา ชตุกัณณีมาณพ ได้บรรลุพระอรหัตผล (ก่อนอุปสมบท) เมื่อจบโสฬสปัญหาพยากรณ์ ชตุกัณณีมาณพ พร้อมด้วยมาณพสิบห้าคน ทูลขออุปสมบทในพระธรรมวินัย พระองค์ก็ทรงอนุญาตให้เป็นภิกษุ ด้วยวิธีเอหิภิกขุอุปสัมปทา .

    :- https://thammapedia.com/sankha/maha_jatukanni.php#
     
  9. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    55,576
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +33,071
    พระมหากัสสปะ: พันธสัญญาแห่งกรรม 1,000 ปี | ตำนานพระมหากัสสปะรอพระศรีอริยเมตไตรย

    นิทานกฎแห่งกรรม
    Nov 27, 2025

    พระมหากัสสปะ: [เน้น] พันธสัญญาแห่งกรรม 1,000 ปี! | มีเพียงพระอรหันต์รูปเดียวในโลก ที่ตัดสินใจ “หยุดความตาย” และผนึกสรีระไว้ใต้ภูเขาสามยอด เพื่อรอคอยพระพุทธเจ้าองค์ต่อไปมาปลงสังขารให้ด้วยพระหัตถ์ของพระองค์เอง! การรอคอยที่ข้ามผ่านกาลเวลานี้ เป็นผลมาจาก "วิบากกรรม" ที่ผูกพันท่านไว้ตั้งแต่ชาติภพในอดีต ร่วมเจาะลึกปฐมบทชีวิตอันยิ่งใหญ่ของพระมหากัสสปเถระ ผู้เป็นเลิศทางธุดงค์ และค้นหาความจริงเบื้องหลัง "กฎแห่งกรรม" ที่แม้แต่พระอริยเจ้าก็มิอาจหลีกหนี! เรื่องราวของ พระมหากัสสปะเถระ เอตทัคคะผู้เป็นเลิศทาง ธุดงควัตร ที่สละความมั่งคั่งออกบวช และปฏิบัติอย่างเคร่งครัดตลอดชีวิต นี่คือบันทึกประวัติศาสตร์ใน พระไตรปิฎก ที่ยืนยันถึงความมหัศจรรย์ของ อานุภาพแห่งกรรม ที่ส่งผลให้สรีระของท่านไม่แตกดับบน กุกกุฏสัมปาตบรรพต เรียนรู้บทเรียนแห่งการละวางกิเลส การครองชีวิตอย่างสมถะ และทำความเข้าใจว่า “กรรม” นั้นเที่ยงตรงเพียงใด ผ่านเรื่องราวของช้างพระที่นั่งและนายหัตถาจารย์ ที่ผูกพันสองอริยบุคคลผู้ยิ่งใหญ่ไว้ด้วย พันธสัญญา ที่รอการชำระสะสางในยุคของ พระศรีอริยเมตไตรย
     
  10. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    55,576
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +33,071
    ปุณณะถามพระพุทธเจ้า: ชีวิตนี้ มีความหมายไหม? หรือเราแค่เกิดมาแล้วตายไป? | พุทธประวัติสอนใจ

    1M Master - Buddha
    Dec 31, 2025

    เคยสงสัยไหมว่าเราเกิดมาทำไม? ท่ามกลางความวุ่นวายของโลก ชีวิตดูเหมือนจะไร้จุดหมายและวนเวียน คลิปนี้จะพาคุณไปฟังคำตอบที่เปลี่ยนชีวิตของ "ปุณณะ" คหบดีผู้มั่งคั่งแต่ว่างเปล่า เมื่อเขาเอ่ยถามพระพุทธเจ้าว่า "ชีวิตนี้มีความหมายหรือไม่?" คำตอบของพระองค์ไม่ใช่แค่ปรัชญา แต่คือแผนที่นำทางที่จะช่วยให้คุณค้นพบ "แก่นสาร" ของการมีชีวิตอยู่ และเปลี่ยนคุณจากผู้ถูกกระทำ เป็นผู้กำหนดชะตาชีวิตตนเอง ฟังจบแล้วคุณจะมองชีวิตไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
     
  11. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    55,576
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +33,071
    อัศจรรย์ผู้บรรลุธรรม# มีบุญอะไรที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแนะนำให้ทำบุญนี้

    Namo Story
    Mar 25, 2021

    การทอดผ้าป่า อานิสงส์ใหญ่ที่คาดไม่ถึง การทำบุญทอดผ้าป่า เป็นบุญที่มีอานิสงส์อันไม่มีประมาณ เพราะเป็น “มหาสังฆทาน” คือ เป็นทานที่ถวายแบบไม่เฉพาะเจาะจงแก่ภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง ซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า มีอานิสงส์มากกว่าการถวายทานแด่พระองค์เองแบบจำเพาะเจาะจงเสียอีก หากย้อนศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับการทอดผ้าป่า ก็จะพบว่า เดิมทีเดียว “การทอดผ้าป่า” เป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นเลย เพราะในยุคต้นๆ ของสมัยพุทธกาล พระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังไม่ทรงมีพระบรมพุทธานุญาตให้พระภิกษุรับ “คฤหบดีจีวร” หรือ “จีวรที่มีผู้ถวายโดยตรง” ดังนั้น พระภิกษุที่บวชอยู่ในพระพุทธศาสนาจึงต้องเที่ยวเก็บผ้าที่พวกชาวบ้านทิ้งแล้วจากที่ต่างๆ เช่น ป่าบ้าง กองหยากเยื่อบ้าง กองขยะบ้าง หรือเอามาจากผ้าห่อศพบ้าง และเมื่อรวบรวมเอาผ้าชิ้นเล็กชิ้นน้อยได้พอแก่ความต้องการแล้ว ท่านก็จะนำมาซักทำความสะอาด แล้วนำมาตัด เย็บ ย้อม เพื่อทำเป็นจีวร สบง หรือสังฆาฏิ ซึ่งเราจะเห็นว่ากว่าจะได้ผ้ามาทำเป็นจีวรนั้นลำบากมากๆ
    จุดกำเนิดของการทอดผ้าป่า ผู้ที่เป็นต้นกำเนิดของการทอดผ้าป่าท่านแรก คือ เทพธิดาที่อยู่บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ซึ่งมีนามว่า “เทพธิดาชาลินี” เรื่องมีอยู่ว่า ในวันหนึ่งพระอนุรุทธเถระผู้มีจีวรเก่ากำลังเที่ยวแสวงหาเศษผ้าจากกองหยากเยื่อ เพื่อเอาไปทำจีวร พอเทพธิดาชาลินีเห็นเข้า จึงเกิดกุศลจิต แล้วตั้งใจว่าจะเอาผ้าทิพย์ 3 ผืน ยาว 13 ศอก กว้าง 4 ศอก น้อมถวายแด่ท่าน แต่แล้วเธอก็กลับฉุกคิดได้ว่า ‘ถ้าเราจะถวายโดยตรง พระเถระก็จะไม่รับ เนื่องจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังไม่ทรงมีพระบรมพุทธานุญาตให้รับ’ ดังนั้น เธอจึงน้อมนำเอาผ้าทิพย์ไปวางไว้ในกองหยากเยื่อ ตรงบริเวณที่พระอนุรุทธเถระท่านจะต้องเดินผ่าน โดยวางให้ชายผ้าทิพย์โผล่พ้นกองหยากเยื่อออกมาเพื่อให้เห็นง่ายๆ จากนั้นพอพระอนุรุทธเถระได้เห็นผ้านั้นจริงๆ ท่านก็จับชายผ้าดึงออกมาเพื่อนำกลับไปทำจีวร เหตุการณ์นี้ จึงกลายมาเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผู้ใจบุญในสมัยพุทธกาลเกิดวิสัยทัศน์ตามแบบเทพธิดาชาลินี โดยจงใจนำผ้าไปไว้ตามที่ต่างๆ บ้าง เช่น ตามต้นไม้ ตามกองขยะ ในป่า หรือตามข้างทาง โดยทำทีเป็นเหมือนว่าผ้านี้ได้ทิ้งแล้ว จากนั้น เมื่อมีพระภิกษุเดินไปพบเข้า ท่านก็จะนำผ้าดังกล่าวไปทำจีวร เพราะถือว่าเป็นผ้าที่ไม่มีเจ้าของ ซึ่งเราเรียกผ้าชนิดนี้กันว่า “ผ้าป่า” เพราะเอามาจากป่า หรือ “ผ้าบังสุกุล” ที่แปลว่า “ผ้าเปื้อนฝุ่น” ต่อมา หมอชีวกโกมารภัจจ์ ซึ่งเป็นแพทย์ประจำพระพุทธองค์ ผู้ได้ถวายการรักษาอาการต่างๆ ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เห็นถึงความยากลำบากของพระภิกษุสงฆ์ที่ต้องไปแสวงหาผ้าที่พวกชาวบ้านทิ้งไว้ตามกองขยะ จึงไปกราบทูลขอพรจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า..ขอให้พระภิกษุสามารถรับคฤหบดีจีวรได้
    ด้วยเหตุนี้พระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงทรงมีพระบรมพุทธานุญาตให้ใช้ผ้าได้ทั้ง 2 แบบ คือ พระภิกษุจะไปหาผ้าบังสุกุลมาทำเป็นจีวรก็ได้ หรือจะรับผ้าจีวรที่มีคนถวายโดยตรงก็ได้ ในขณะเดียวกันนั้นเอง หมอชีวกโกมารภัจจ์ก็ได้น้อมถวายคฤหบดีจีวรเป็นคนแรกและครั้งแรก โดยนำผ้าเนื้อดีที่สุดที่ได้รับพระราชทานเป็นรางวัลจากการรักษาพระเจ้าจัณฑปัชโชต มาน้อมถวายแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า หลังจากถวายเสร็จแล้ว พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ได้ทรงแสดงพระธรรมเทศนาและกล่าวอนุโมทนาคาถาแก่หมอชีวกโกมารภัจจ์
    เมื่อพระองค์ตรัสพระธรรมเทศนาจบลง หมอชีวกโกมารภัจจ์ก็ได้บรรลุธรรมเป็นพระโสดาบันในทันที จากเรื่องราวที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่า หมอชีวกโกมารภัจจ์เป็นผู้สถาปนาการทอดผ้าป่าเป็นคนแรก ซึ่งบุญจากการถวายผ้าของหมอชีวกโกมารภัจจ์นั้นเป็นบุญที่มีอานิสงส์มาก เพราะเป็นบุญที่ทำให้หมอชีวกโกมารภัจจ์มีบุญบารมีเพิ่มจนเต็มเปี่ยม กระทั่งสามารถบรรลุธรรมเป็นพระโสดาบันได้เป็นอัศจรรย์
     
  12. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    55,576
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +33,071
    พระภคุเถระ เอาชนะความง่วงด้วยการ 'เจ็บตัว' จนกลายเป็นพระอรหันต์ | อสีติมหาสาวก

    พุทธะศาลา
    Dec 21, 2025

    คุณเคยต่อสู้กับความง่วงจนแทบเอาชีวิตไม่รอดไหม? พบกับเรื่องราวของ "พระภคุ" เจ้าชายศากยวงศ์ผู้พ่ายแพ้ให้กับความง่วงงุนครั้งแล้วครั้งเล่า จนกระทั่ง "อุบัติเหตุ" ครั้งสำคัญได้เปลี่ยนคนขี้เซาให้กลายเป็นผู้ตื่นรู้ตลอดกาล
    เรื่องราวนี้จะเปลี่ยนมุมมองที่คุณมีต่อความผิดพลาดและความพยายามไปตลอดกาล
    พระภคุเถระ คือหนึ่งในเจ้าชายทั้ง 6 จากเมืองกบิลพัสดุ์ที่ออกบวชพร้อมกับพระอนุรุทธะและพระอานนท์ ในขณะที่เพื่อนสหธรรมิกรูปอื่นมีความก้าวหน้าในการปฏิบัติ พระภคุกลับต้องเผชิญกับศัตรูตัวร้ายที่มองไม่เห็น นั่นคือ "ถีนมิทธะ" หรือความง่วงเหงาหาวนอน ที่กัดกินจิตใจและความเพียรของท่านจนแทบหมดกำลังใจ จุดเปลี่ยนสำคัญไม่ได้เกิดขึ้นในสมาธิที่สงบนิ่ง แต่เกิดขึ้นบนทางเดินจงกรมในค่ำคืนที่มืดมิด เมื่อร่างกายที่อ่อนล้าพ่ายแพ้จนล้มฟาดพื้น ความเจ็บปวดอันรุนแรงกลับกลายเป็น "นาฬิกาปลุก" ทางจิตวิญญาณที่ปลุกท่านให้ตื่นจากกิเลส มาร่วมรับฟังวินาทีแห่งการเปลี่ยนความเจ็บปวดให้เป็นปัญญา และเรียนรู้วิธีเอาชนะใจตนเองไปพร้อมกัน
    ในตอนนี้คุณจะได้ฟัง:
    บทนำ: เมื่อความง่วงคือศัตรูที่ร้ายกาจกว่าดาบ กำเนิดเจ้าชายภคุและการตัดสินใจทิ้งราชสมบัติ
    บททดสอบแห่งศักดิ์ศรี: เจ้าชายกราบช่างตัดผม สงครามเย็นในป่า: การต่อสู้กับความง่วงและความโดดเดี่ยว วินาทีหน้าฟาดพื้น: ความเจ็บปวดที่นำไปสู่การตื่นรู้ ชีวิตหลังบรรลุธรรม: ความสุขของพระอรหันต์ผู้รักสันโดษ
    บทสรุปและข้อคิด: ล้มแล้วต้องลุกให้เป็น
    แหล่งข้อมูล: พระไตรปิฎก และอรรถกถา (ประวัติพระสาวก)
     
  13. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    55,576
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +33,071
    พระรัฐบาล ผู้บวชด้วยศรัทธา

    bon kaewsri
    Mar 3, 2017

    พระรัฐบาลเถระ เอตทัคคะ : ในทางผู้บวชด้วยศรัทธา ท่านชื่อว่า “รัฐบาล” แปลว่า ผู้รักษาแว่นแคว้น
    บิดาของท่านเป็นเศรษฐีเป็นหัวหน้าหมู่บ้าน เกิดในวรรณะไวศยะ(แพศย์) ในถุลลโกฎฐิตนิคม แคว้นกุรุ ท่านได้ฟังธรรมเทศนาในคราวที่พระพุทธองค์เสด็จไปยังถุลลโกฎฐิตนิคมแคว้นกุรุ อันเป็นบ้านเกิดของท่าน เกิดความเลื่อมใสศรัทธาปรารถนาจะบวช แต่พระพุทธองค์ให้ไปขออนุญาตจากบิดามารดาก่อน เมื่อท่านทั้งสองไม่อนุญาตกลัวสกุลวงศ์จักขาดสูญ เพราะมีลูกชายอยู่คนเดียว ท่านจึงทรมานตนเองด้วยการนอนอดข้าวอยู่ในห้องนอน แม้บิดามารดาให้เพื่อนๆ มาช่วยเกลี้ยกล่อมก็ไม่ยอม สุดท้ายกลัวลูกตายจึงจำใจยอมอนุญาตให้ท่านบวชได้ อย่างน้อยก็ยังได้เห็นหน้ากันอยู่แม้จะบวชพระแล้วก็ตาม
     
  14. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    55,576
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +33,071
  15. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    55,576
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +33,071
    อาจารย์ยอด : กาลวเศรษฐีกับขุมสมบัติของยักษ์ [นิทาน]

    อาจารย์ยอด
    Jan 8, 2026
     
  16. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    55,576
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +33,071
    หลวงพ่อผาดธุดงค์ ( ฟังยาว ๆ 2 ชม. )

    หลวงตา
    Oct 27, 2025
     
  17. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    55,576
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +33,071
    หลวงปู่ผาด.jpg
    ประวัติพระครูวิบูลย์ปัญญาวัฒน์ (ผาด ฐิติปญฺโญ) อดีตเจ้าอาวาสวัดบ้านกรวด อำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ พระเกจิอาจารย์ชื่อดังผู้อุดมเวทย์วิทยาคมแห่งดินแดนอิสานใต้
    พระครูวิบูลย์ปัญญาวัฒน์ หรือหลวงปู่ผาด ฐิติปัญโญ เป็นพระเกจิแห่งวัดบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์
    เกิดเมื่อ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2454 ที่บ้านดู่ ตำบลปราสาท อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ บิดาชื่อนายเอี้ยง มารดาชื่อนางเตียบ ดิบประโคน มีพี่น้อง 4 คน ท่านเป็นคนที่ 3 ได้บรรพชาเป็นสามเณรเมื่อปี พ.ศ. 2470 ที่วัดบ้านพลับ ตำบลทุ่งมน อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ บวชได้ 2 ปีก็สิกขาบทไปช่วยบิดามารดาทำไร่ทำนา ต่อมาปี พ.ศ. 2476 ขณะมีอายุ 22 ปี ได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุพัทธสีมาอุโบสถวัดบ้านกรวด อำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ [1] [2]

    ท่านจาริกไปยังที่ต่างๆ เพื่อศึกษาหาความรู้ทางพระเวทย์ วิชาแพทย์แผนโบราณ ตามความนิยมของชาวบ้าน ในสมัยนั้น ได้ไปเล่าเรียนเวทย์วิทยาอาคม ณ จังหวัดอุดรมีชัย ประเทศกัมพูชานาน ถึง 3 ปี และเคยธุดงค์ไปศึกษาวิชาอาคมที่นครวัด ประเทศกัมพูชา เป็นเวลา 8 ปี ท่านเป็นเจ้าอาวาสวัดบ้านกรวดเมื่อ พ.ศ. 2495 ต่อจากหลวงปู่หริ่ง ท่านเป็นพระที่รักสันโดษ พูดน้อย และท่านได้สร้างพระเครื่อง วัตถุมงคลไว้มากมาย เคยมีเรื่องเล่าว่าครั้งหนึ่งมีคณะศรัทธาชาวบ้านกรวดนั้นเดินทางไปกราบนมัสการ “หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ” พระเกจิชื่อดังแห่งวัดบ้านไร่ จังหวัดนครราชสีมา หลวงพ่อคูณ ถามว่า “พวกเอ็งมาจากไหนกัน” คณะศรัทธาบอกว่ามาจากบ้านกรวด หลวงพ่อคูณตอบกลับไปว่า “มึงจะมากราบ มาเอาของกูทำไม มึงไปไหว้หลวงพ่อใหญ่วัดบ้านกรวดโน่น"

    ท่านมรณะภาพอย่างสงบด้วยโรคไต ที่ วัดบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ เมื่อวันที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2558 สิริอายุรวม 103 ปี พรรษา 85 [3]
    :- https://th.wikipedia.org/wiki/พระครูวิบูลย์ปัญญาวัฒน์_(ผาด_ฐิติปญฺโญ)
     

แชร์หน้านี้

Loading...