เหรียญหลวงพ่อทองคำวัดไตรมิตร ลป.หมุนปลุกเสก สมเด็จหลังรูปเหมือน ลพ โต เขาบ่อทอง

ในห้อง 'พระเครื่อง วัตถุมงคล' ตั้งกระทู้โดย Jumbo A, 17 สิงหาคม 2022.

  1. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    13,961
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1767859655782.jpg FB_IMG_1767859651019.jpg FB_IMG_1767859660512.jpg

    อริยสงฆ์ที่กล่าวถึงหลวงปู่ละมัย

    "พระของท่านมีค่ามากกว่าทองและมีพุทธคุณครอบจักรวาล"

    หลวงพ่อรวย วัดตะโก อยุธยา

    "ท่านใหญ่ ท่านมีบารมีมาก ทุกพิธีเกี่ยวกับฉันต้องอาราธนาท่านทุกครั้ง"

    หลวงปู่หมุนวัดบ้านจาน

    "หลวงปู่ท่านศักดิ์สิทธิ์มาก เพียงแค่เศษชานหมาก หรือก้อนหินที่หลวงปู่ลูบคลำ ล้วนทรงคุณค่ามากล้น"

    หลวงพ่อบุญลือ พระทรงอภิญญาใหญ่แห่งวัดคำหยาดอ่างทอง

    "ฉันยังต้องไปกราบท่านเลย และขอบารมีจากท่าน"

    หลวงปู่นะ วัดหนองบัว

    "จะหาพระแบบหลวงปู่ละมัย ไม่ได้แล้วนะ"

    หลวงปู่สุภา

    "พระแบบนี้ นานๆ จะออกมาโปรดพวกเราสักที ท่านเป็นผู้ใหญ่ พระโบราณ ตักตวงเข้านะ"

    หลวงปู่ชื้น วัดญาณเสน

    "ท่านเป็นพระโบราณ มีความศักดิ์สิทธิ์มากนะ"

    หลวงปู่จิต

    "ท่านเป็นอาจารย์ของฉันตั้งแต่สมัยฉันเป็นเณร ท่านเก่งมาก ถ้าฉันตายไปแล้ว ให้ไปหาไปกราบเอาธรรมจากท่านให้ได้ ท่านอยู่ที่เพชรบูรณ์"

    หลวงปู่บุญมา วัดแดนคงคาราม สั่งศิษย์ไว้ให้ไปหาหลวงปู่ละมัย

    "จิตท่านไปไกลมาก นั่นคือดวงธรรมแห่งพุทธะที่หนึ่งเดียว"

    หลวงปู่เที่ยงธรรม

    "ท่านใหญ่ ท่านบารมีมากหลายเด้อ"

    หลวงปู่คำน้อย

    "ท่านยังอยู่หรือนี่ ท่านเคยเป็นอาจารย์ฉันมาก่อน ท่านเก่งรอบด้าน ทุกอย่างเลย ฉันยังต้องเรียนจากท่านเลย"

    หลวงปู่กลอย เขาหิน

    ประวัติหลวงปู่ละมัย ฐิตมโน

    สำนักสวนป่าสมุนไพร จ.เพชรบูรณ์

    เป็นพระอริยะสงฆ์ที่ควรเคารพบูชาอย่างสูงยิ่ง ไม่สามารถหาหลักฐานใดๆของทางราชการมายืนยันได้ว่าท่านเกิดปีใด พบเพียงข้อมูลจากหนังสือบทสวดมนต์ของวัดคีรีบัววนาราม ตำบลเขาน้อย อำเภอลำสนธิ จังหวัดลพบุรี โดยพระครูปัญญาวุธากร(เจ้าอาวาส) ท่านได้บันทึกไว้ว่า ในหนังสือสุทธิของหลวงปู่ละมัย ท่านเกิดปี พ.ศ. ๒๔๐๓ ที่บ้านกระสัง ตำบลเย้ยปราสาท อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์(ปัจจุบันเป็นอำเภอหนองกี่) อายุ ๔ ขวบ โยมบิดามารดาพาอพยพไปอยู่ที่จังหวัดพระตระบอง ประเทศกัมพูชา เมื่ออายุ ๑๔ ปี ได้บรรพชาเป็นสามเณร

    จากนั้นมาจนถึงปี พ.ศ. ๒๔๔๓ ท่านก็ได้บวชเป็นพระในจังหวัดพระตระบอง ประเทศกัมพูชา และในช่วงปี พ.ศ.๒๕๐๓ - ๒๕๐๔ หลวงปู่ละมัยท่านได้ย้ายกลับมาอยู่ที่เมืองไทย ที่จังหวัดจันทบุรี ในปี พ.ศ.๒๕๐๔ ท่านได้บรรจุเป็นพระไทย ซึ่งตอนนั้นท่านอายุได้ ๑๐๑ ปี

    หลวงปู่ละมัยท่านเป็นพระผู้ทรงอภิญญาองค์หนึ่ง ในดินแดนพระพุทธศาสนาไม่มีที่ไหนที่ท่านไม่เคยไป หลวงปู่ท่านเคยบอกว่า ท่านอยู่ในประเทศเขมร ๓๐ ปี ประเทศลาว ๓๐ ปี และในประเทศไทยมากกว่า ๓๐ ปี เคยเดินธุดงค์ด้วยเท้าเปล่าไปถึงประเทศศรีลังกา ได้สรรพวิชาต่างๆมามากมาย

    หลวงปู่ละมัยท่านสำเร็จวิชาการหุงปรอท อานุภาพปรอทสำเร็จของท่าน พระเกจิอาจารย์หลายองค์ต่างยกย่องว่ามีพลังงานมหาศาล พุทธานุภาพของพระปรอทของท่านนั้นมีประสบการณ์มากมาย ทั้งด้านแคล้วคลาด คงกระพันและเมตตามหานิยม หลวงปู่ท่านมีเมตตามาก ช่วยเหลือลูกศิษย์ลูกหาด้วยปรอทและยาสมุนไพรต่างๆ

    หลวงปู่ละมัยท่านเป็นสหธรรมิกกับหลวงปู่หมุน ฐิตสีโล พระอริยสงฆ์ผู้ทรงอภิญญาแห่งวัดบ้านจาน จ.ศรีสะเกษ โดยท่านได้ร่วมปลุกเสกวัตถุมงคลหลายๆรุ่นของหลวงปู่หมุน อาทิ รุ่นเสาร์ห้าบูชาครู รุ่นไตรมาสรวยทันใจ เป็นต้น หลวงปู่หมุนจะเรียกหลวงปู่ละมัยว่า "ท่านใหญ่" และทุกครั้งที่ทำพิธีเดียวกัน ท่านจะอาราธนาท่านใหญ่ก่อนเสมอ

    หลวงปู่ละมัยท่านมีคุณธรรมขั้นสูง เปี่ยมล้นด้วยเมตตา บารมี พระเกจิดังหลายองค์เดินทางไปกราบท่าน เช่น หลวงพ่อรวย วัดตะโก,หลวงปู่นะ วัดหนองบัว,หลวงพ่อบุญลือ วัดคำหยาด,หลวงปู่เปรี่ยม วัดกำแพง เป็นต้น

    หลวงปู่ละมัยท่านได้เป็นองค์อุปภัมป์และสร้างวัดขึ้นหลายแห่ง เช่น สร้างพระธาตุเกศแก้วจุฬามณี วัดแดนคงคาวนาราม จ.ชัยภูมิ วัดโคกว่านใหม่ อ.ละหารทราย จ.บุรีรัมย์ ที่ อ.มะขาม อ.โป่งน้ำร้อน วัดป่าตง วัดตามูล วัดเขาสะงอ ที่ อ.คลองหาด วัดเขาฉกรรจ์ ที่ จ.ปราจีนบุรี สร้างวัดทุ่งกบินท์ จันตคาม วัดทุ่งโพธิ์ วัดนาคี ที่ อ.ปากช่อง วัดถ้ำพระธาตุ วัดถ้ำไก่แจ้

    ในบั้นปลายหลวงปู่ท่านย้ายมาอยู่วัดโพธิ์เย็น อ.เมือง จ.เพชรบูรณ์ ได้ ๖ - ๗ ปี แล้วจึงมาสร้าง "สำนักสวนป่าสมุนไพรคีรีนามทาสุขาวดี" เพื่อปลูกสมุนไพรและเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม

    หลวงปู่ละมัยท่านมรณภาพเมื่อวันที่ ๘ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๕๔ สิริรวมอายุได้ ๑๕๑ ปี เวลาประมาณ ๐๑.๕๐ น. ระหว่างเข้าสมาธิจิต

    ที่มา : หนังสือรวมวัตถุมงคลหลวงปู่ละมัย

    : เอกสารวัดบ้านโคกว่านใหม่

    วัดแดนคงคาวนาราม นี้หลวงปู่บุญมา เจ้าอาวาส ท่านได้เคยธุดงค์ไปในประเทศต่างๆของแหลมอินโดจีนนี้มาอย่างทะลุปรุโปร่ง และได้พบกับหลวงปู่ละมัยในป่า ได้รับการสั่งสอนอบรมสมาธิจิต วิชา คาถาอาคมต่างๆพอสมควร จึงกราบลาหลวงปู่ออกธดงค์ต่อไป และเมื่อผ่านไปยังประเทศอินเดีย ก็ได้รับพระบรมสารีริกธาตุมาด้วย และท่านก็ได้นำมาเก็บรักษาไว้ ณ วัดแดนคงคาวนาราม ลุถึงปีพ.ศ.๒๕๔๕ หลวงปู่บุญมา อายุได้ ๑๐๘ ปี มีความต้องการที่จะสร้างพระธาตุเจดีย์ขึ้น เพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ แต่ก็เกรงว่าจะไม่สำเร็จ จึงปรึกษากับเหล่าศิษยานุศิษย์ และได้ทราบว่า หลวงปู่ละมัย ยังดำรงขันธ์อยู่ จึงให้คณะศิษย์ ไปกราบอาราธนานิมนต์

    พระเดชพระคุณหลวงปู่ละมัยมาเป็นประธาน ซึ่งท่านก็รับนิมนต์จนการก่อสร้างสำเร็จ และยกฉัตรไปแล้วเมื่อปีพ.ศ.2552

    หลวงปู่บุญมาได้บอกกับลูกศิษย์ว่า "หลวงปู่(ละมัย)เป็นครูบาอาจารย์ของหลวงปู่(บุญมา)นะ เคยพบกับท่านตอนธุดงค์ ตอนนั้นเราอายุ 15 ปีได้ ท่านจะเป็นผู้ที่สร้างพระธาตุสำเร็จ เพราะท่านมีบารมีมาก" หลังจากหลวงปู่ละมัยรับนิมนต์ได้ไม่นาน หลวงปู่บุญมาก็มรณภาพลง

    วัตถุมงคลของหลวงปู่ละมัย ที่เด่นๆคือพระปรอท และแม่ซื้อประจำวันครับ

    ที่มา : ข้อความบางตอนจากเพื่อนสมาชิกเว็ปจี

    บางคำจากพระอริยสงฆ์ที่กล่าวถึงหลวงปู่ละมัย

    "พระของท่านมีค่ามากกว่าทองและมีพุทธคุณครอบจักรวาล"

    ที่มา : เว็ปกาหลง.คอม

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลทุกที่มาอย่างสูงครับ


    พระผงรูปเหมือนจันทร์ลอย

    ให้บูชา 150 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ
    ปิดรายการ
    IMG_20260108_150203.jpg IMG_20260108_150225.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 9 มกราคม 2026 at 07:09
  2. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    13,961
    ค่าพลัง:
    +21,459
    get_auc3_img (39).jpeg

    พระขุนแผน มหาเศรษฐี บารมีเกราะเพชร หลวงปู่ปริ่ง วัดโพธิ์คอย รวมมวสารโบราณ
    วัดโพธิ์คอย" ต.ท่าระหัด อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี หนึ่งในวัดเก่าแก่ประจำจังหวัด ปัจจุบันมีพระครูสิริจันทสาร หรือที่รู้จักกันดีในนาม "หลวงปู่ปริ่ง สิริจันโท" เจ้าอาวาสรูปที่ 9 เป็นพระเกจิอาจารย์ชื่อดัง เป็นที่เคารพเลื่อมใสของพุทธศาสนิกชนชาวจังหวัดสุพรรณบุรีและใกล้เคียง

    ประการสำคัญ คือ ท่านเป็นศิษย์ใกล้ชิด หลวงพ่อโบ้ย วัดมะนาว ผู้เป็นศิษย์เอกหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค เคยอยู่ปรน นิบัติรับใช้และศึกษาวิชากับหลวงพ่อโบ้ย นานถึง 18 พรรษา จึงได้รับการถ่ายทอดวิทยาอาคมในทุกด้าน โดยเฉพาะ "พระคาถาเป่ายันต์เกราะเพชร" อันมีพุทธคุณสูงส่ง ก่อนได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสวัดโพธิ์คอย ในปี พ.ศ.2508

    หลวงปู่ปริ่งพัฒนาวัดโพธิ์คอยและเผื่อแผ่ถึงอาณาบริเวณโดยรอบ เพื่อให้ชุมชนมีความเข้มแข็ง รวมทั้งอบรมสอนสั่งสาธุชนให้เป็นคนดีมีธรรมะ เจริญรอยตามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และด้วยท่านเป็นหนึ่งพระเกจิในจำนวนไม่กี่รูป ที่แตกฉานในพระคาถาเป่ายันต์เกราะเพชร จึงเมตตาให้มีการจัดงานพิธีเป่ายันต์เกราะเพชรใน ทุกปี เพื่อคุ้มครองดวงชะตา เสริมโชคลาภวาสนาบารมี แก่เหล่าศิษยานุศิษย์และพุทธศาสนิกชน ในช่วงเดือนกรกฎาคม 2558 ที่ผ่านมา หลวงปู่ปริ่ง จัดพิธีบวงสรวงเทพยดา สิ่งศักดิ์สิทธิ์ สวดนพเคราะห์ใหญ่ เสริมดวงมหามงคล ฝากดวง เพื่อคุ้มดวง คุ้มภัย ขจัดปัดเป่าอุปสรรคต่างๆ บังเกิดสิ่งที่ดีและเป็นสิริมงคลแก่ผู้ร่วมพิธี

    ในการนี้ มีการจัดสร้างวัตถุมงคล พระขุนแผนผงพรายกุมาร "รุ่นมหาเศรษฐีบารมีเกราะเพชร" ซึ่งเป็นพระในตำนานวัด สืบเนื่องจากประวัติวัดโพธิ์คอยนั้น มีหลักฐานผูกเรื่องให้เข้ากันกับเสมาเรื่องขุนช้าง-ขุนแผน ในคราวยกทัพไปตีเมืองเชียงทอง ว่า ... นางพิมพิลาไลย ได้มาปลูกต้นโพธิ์เลียงคอยการ กลับมาของขุนแผน จึงเป็นที่มาของชื่อ "วัดโพธิ์คอย" และตะกรุดฟ้าฟื้น จารอักขระมือ ตามสูตรโบราณ ให้แก่ญาติโยมผู้มีจิตศรัทธาร่วมทำบุญบูชา โดยนำรายได้สมทบทุนปรับพื้นที่ถนนภายในวัดโพธิ์คอย (ถมถนนบริเวณวัดให้พ้นจากน้ำท่วมขัง)

    เนื้อหามวลสารในการจัดสร้างครั้งนี้ หลวง ปู่ปริ่ง รวบรวมมวลสารสิ่งศักดิ์สิทธิ์จากทั่วสารทิศ ให้พระเกจิอาจารย์ชื่อดังปลุกเสกอธิษฐานจิต อาทิ หลวงพ่อเพี้ยน วัดตุ๊กตา จ.นครปฐม, หลวงพ่อแป๊ะ วัดสว่างอารมณ์ จ.นครปฐม, ญาท่านเขียว วัดภูน้อย จ.อำนาจ เจริญ, หลวงปู่วาส วัดสะพานสูง จ.นนทบุรี, หลวงพ่อแม้น วัดหน้าต่างนอก จ.พระนคร ศรีอยุธยา, หลวงพ่อบุญช่วย วัดมงคลเทพประสิทธิ์ จ.ลพบุรี, หลวงพ่อคง วัดกลางบางแก้ว จ.นครปฐม, หลวงพ่อสิน วัดระหารใหญ่ จ.ระยอง เป็นต้น

    พิธีมหาพุทธาภิเษก พระขุนแผนผงพรายกุมาร รุ่นมหาเศรษฐีบารมีเกราะเพชร และตะกรุดฟ้าฟื้น รวมทั้งปลุกเสกแม่ย่านางรถ เรือ เป่ายันต์เกราะเพชร สวดเสริมดวงมหามงคล จัดขึ้นเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 30 ก.ค.2558 ที่ผ่านมา ที่วัดโพธิ์คอย พิธีกรรมต่างๆ เริ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงเช้า จนถึงมงคลฤกษ์ เวลา 13.39 น. จัดพิธีมหาพุทธาภิเษก โดยมี พระเทพสุวรรณโมลี วัดป่าเลไลยก์ฯ ที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดสุพรรณบุรี เป็นประธานจุดเทียนชัย พร้อมด้วยพระเกจิอาจารย์ผู้ทรงพุทธาคม อาทิ หลวงพ่อพูน วัดบ้านแพน จ.พระนครศรีอยุธยา, หลวงพ่อทอง วัดดอนไก่ดี จ.สมุทรสาคร, หลวงพ่อเพิ่ม วัดป้อมแก้ว จ.พระนคร ศรีอยุธยา, หลวงพ่อแป๊ะ วัดสว่างอารมณ์ จ.นครปฐม และ หลวงพ่อวสันต์ วัดสระน้ำใส จ.เพชรบูรณ์

    วัตถุมงคล ประกอบด้วย ตะกรุดฟ้าฟื้น พลิกชะตาชีวิต เสริมบารมี จารอักขระมือ หน้ายันต์เกราะเพชร หลังยันต์เจ้าทรัพย์ (มีโค้ด ทุกดอก) หลวงปู่ปริ่ง เคลือบศิลาดล พระขุนแผนผงพรายกุมาร รุ่นมหาเศรษฐีบารมีเกราะเพชร เคลือบศิลาดล หน้าทองคำ, เนื้อเขียวไม้ตะเคียน, เนื้อว่านมงคล 108, เนื้อม่วงทวีคูณ มวลสารผงพรายกุมาร, เนื้อแร่ฟ้า เจ้าน้ำเงิน เจ้าน้ำทอง และเนื้อรวมมวลสาร พุทธคุณสูตรโบราณด้านหลังฝังตะกรุดคู่ สาริกาป้อนเหยื่อ

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    พระขุนแผนเนื้อว่านฝังตะกรุด ๒ ดอกเลี่ยมพลาสติกพร้อมบูชา

    ให้บูชา 320 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260108_153735.jpg IMG_20260108_153805.jpg
     
  3. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    13,961
    ค่าพลัง:
    +21,459
    พระผงสมเด็จพระธาตุพนม
    หลังแบบเหรียญ ปี ๒๕๒๒
    เนื้อผงพุทธคุณโรยผงตะไบเหล็กเปียก จัดสร้างเป็นที่ระลึกสำคัญในงานแซยิด ๗๒ ปี พระเทพรัตนโมลี อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธาตุพนม
    วาระปลุกเสกพร้อมเหรียญสึนามิ ในงานพระราชพิธีบรรจุพระอุรังคธาตุ องค์พระธาตุพนม จ.นครพนม
    เมื่อ 23 มีนาคม ปี 2522

    สุดยอดมวลสารครับพระสมเด็จธาตุพนม "โรยผงตะไบเหล็กเปียก"

    ที่สำคัญคือ พระชุดนี้ ทุกองค์โรยผงเหล็กเปียกที่หุ้มยอดพระธาตุพนม ที่เชื่อว่า ญาคูขี้หอม ปรุงแร่ชนิดนี้ไว้ถือเป็นของกายสิทธิ์ชนิดหนึ่ง..สุดยอดของดีครับ

    รายการมวลสารศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้สร้าง
    1. ผงวิเศษพระธาตุพนม วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร จังหวัดนครพนม
    2. ผงวิเศษวัดพลับ สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวร (สุก ไก่เถื่อน) พระอาจารย์พุฒ วัดใหม่พิเรนทร์ ได้จากหลานชาย พระสังวรานุวงศ์เถร (หลวงปู่ชุ่ม) วัดราชสิทธาราม ได้นำมาถวายหลวงปู่อ่อง ยโสธร เมื่อปี 2508
    3. ผงวิเศษดอนเจดีย์ของท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพนรัตน์ วัดป่าแก้ว (ขรัวตาคง) อาจารย์ ม.ร.ว. สิทธิประภัทร เกษมสันต์ ได้นำมาถวายหลวงปู่อ่อง ยโสธร ที่วัดอัมพวา กรุงเทพฯ เมื่อปี 2492
    4. ผงวิเศษและชิ้นส่วนพระผงสมเด็จวัดระฆังฯ หลวงปู่อ่อง ยโสธร เก็บรักษาไว้ตั้งแต่จำพรรษาอยู่วัดพระยาทำ กรุงเทพฯ
    5. ผงวิเศษ 5 อย่าง คือ ผงอิทธิเจ ผงปัตถมัง ผงมหาราช ผงพุทธคุณ และผงตรีนิสิงเห หลวงปู่อ่อง ยโสธร ได้มาจากหลวงปู่คง พุทธสร วัดถนนหักใหญ่ อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา
    6. ผงยาวิเศษพระฤาษีพันปี หลวงพ่อศรีทัต วิปัสสโน วัดหนองสามหมื่น อำเภอภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ ได้ถวายหลวงปู่อ่อง ยโสธร จำนวนหนึ่ง และไปนำมาจากถ้ำบนเขาพังเหย จังหวัดลพบุรี เมื่อปี 2506
    7. ผงวิเศษหลวงปู่เทียน วัดโบสถ์ จังหวัดประทุมธานี ท่านพระครูสารทราพัฒนกิจ (หลวงพ่อละมูล) วัดเสด็จ ได้มอบให้เมื่อปี 2509
    8. แร่เหล็กมันปูเกาะล้าน อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี พระภิกษุ (ไม่ทราบนาม) ซึ่งเป็นน้องชาย จ.อ.สวัสดิ์ ทองเสริม ได้มอบให้เมื่อครั้งเดินทางไปราชการที่สถานีทหารเรือสัตหีบ เมื่อเดือน มีนาคม 2505
    9. ผงวิเศษและชิ้นส่วนพระกรุ วัดอัมพวา กรุงเทพฯ หลวงปู่อ่อง ยโสธร เก็บรักษาไว้จำนวนมากขณะจำพรรษาอยู่ที่วัดอัมพวา
    10. ผงวิเศษ หลวงปู่อ่อง ยโสธร ซึ่งท่านผสมเป็นแท่งจากผงชอล์คของบุคคลต่างๆ ที่ได้มาให้ท่านตรวจดวงชะตา โดยเลือกเฉพาะบุคคลที่มีเกษตรมหาอุจ มหาจักร และราชาโชค ทำเป็นผงวิเศษ 5 ประการ
    11. ผงเกสรดอกไม้รอบโลกจากประเทศต่างๆ นาวาอากาศตรีหญิงเผ่าทอง เมนะรุจิ (ยศขณะนั้น) นำมาถวายหลวงปู่อ่อง ยโสธร เมื่อปี 2508
    12. ผงสังเวชนียสถานสี่แห่งในชมพูทวีป คือ ผงดินที่ประสูติ ตรัสรู้ แสดงปฐมเทศนา ที่ปรินิพพาน และใบศรีมหาโพธิ์ที่ตรัสรู้ ซึ่งหลวงปู่อ่อง ยโสธร เก็บรักษาไว้และได้นำมาจากประเทศอินเดียอีกในปี 2523
    13. ผงวิเศษบึงพระยาสุเรนทร์ ผงใบลานเผา พระผงบึงพระยาสุเรนทร์ชำรุด 30 กว่าองค์ ท่านพระครูสุตาธิการี หรือหลวงปู่ทองอยู่ วัดใหม่หนองพะอง อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาครมอบให้
    14. ผงตะใบพระกริ่ง พระบูชาจากวัดต่างๆ คุณอุดม รัมมะวาสน์ และคุณสงัด ปัจฉิมสุภาคม มอบให้
    15. เปลือกต้นศรีมหาโพธิ์พุทธคยา หลวงปู่สิม พุทธธาโร ให้คุณธนา ศรีพันธ์ุ นำมามิบให้
    16. ผงวิเศษ ท่านพระครูญาณวิลาส (หลวงพ่อแดง) วัดเขาบันไดอิฐ จังหวัดเพชรบุรี พ.ต.ต.ประสงค์ เจิมพร นำมามอบให้เมื่อเดือนสิงหาคม 2526
    17. ผงกบิลว่าน 108 และเกสรดอกไม้ 108 หลวงปู่อ่อง ยโสธร ได้เก็บรวบรวมไว้
    18. ผงวิเศษ หลวงพ่อสด วัดปากน้ำ หรือพระมงคลเทพมุนี วัดปากน้ำ เขตภาษีเจริญ กรุงเทพฯ ศิษย์ฆราวาสของท่านได้นำมาถวายหลวงปู่อ่อง ยโสธร 3 ก้อน
    19. ผงวิเศษ พระอาจารย์เมี๊ยก ฉันทวุฑโฒ วัดสัมมาธัญญาวาส กรุงเทพฯ มอบให้
    20. ผงมวลสารอื่นๆ อีกจำนวนมาก ที่ท่านพุทธศาสนิกชน ผู้ใจบุญทั้งหลายนำมามอบให้
    21. ผงวิเศษพระธาตุพนม วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร จังหวัดนครพนม ดร.พระมหาสม สุมโน นำมามอบให้เพิ่มเติม ดังนี้
    21.1 ผงอิฐพระธาตุองค์เดิม
    21.2 ผงเกสรดอกไม้ 108 ซึ่งได้จากฐานพระบุเงิน,บุทอง จากกรุพระธาตุพนมเมื่อปี 2518
    21.3 ผงผอูบสำริดหลังเดิม ซึ่งเป็นที่บรรจุพระอุรังคธาตุ
    21.4 ผงพระยอดพระธาตุองค์เดิมช่วงกลาง
    21.5 ผงพระยอดพระธาตุองค์เดิมช่วงบนด้านนอก
    21.6 ผงยอดพระธาตุช่วงบนสุดด้านใน
    21.7 ผงตะไบเหล็กเปียกยอดพระธาตุ

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ให้บูชา 550 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ
    (ปิดรายการ)

    IMG_20260108_164913.jpg IMG_20260108_164933.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 11 มกราคม 2026 at 21:50
  4. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    13,961
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1767868228200.jpg 1767868241388.jpg

    พระเพชรหลีก พระมหาปลอด วัดโพธิ์นิมิตร กรุงเทพ จัดสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.๒๕๕๕ ซึ่งพระมหาปลอด ท่านเป็นลูกศิษย์ของท่านเจ้าคุณทักษิณคณิศร (สาย) วัดอินทาราม ผู้สร้างตำนานของพระเพชรหลีก - เพชรกลับ อันโด่งดัง เดิมทีนั้นพระมหาปลอดท่านเคยจำพรรษาอยู่ที่วัดอินทาราม ภายหลังท่านได้ย้ายมาช่วยงานด้านการศึกษา ที่วัดโพธิ์นิมิตร และได้อยู่ที่นี่จวบจนท่านมรณภาพ ซึ่งพระเพชรกลับนี้ท่านได้สร้างขึ้นตามตำราดั้งเดิมที่ท่านได้สืบทอดมาจากท่านเจ้าคุณทักษิณคณิศร โดยทำทั้งพระเพชรหลีก และพระเพชรกลับ แยกสีขององค์พระเพื่อให้แตกต่างกัน พระเพชรหลีก เป็นสีดำ ส่วนพระเพชรกลับ เป็นสีขาว ด้านหน้าขององค์พระมีฝังมวลสาร ด้านหลัง และด้านล่างมีโค๊ตกำกับไว้ชัดเจน อุดผงตามตำราเต็มสูตร พระเพชรหลีกนี้ เป็นพระที่มีพุทธคุณ โดดเด่นไปในทางคุ้มครองป้องกันภัย คงกระพัน แคล้วคลาดปลอดภัย ช่วยหลีกเลี่ยงอุปสรรค และภัยอันตรายต่างๆ

    ประวัติพระอาจารย์มหาปลอด ติสสเทโว ป.ธ. ๘

    สถานะเดิม ชื่อ ปลอด นามสกุล เดชอุดม

    เกิดวันเสาร์ที่ ๗ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๕๗ แรม ๕ ค่ำ เดือน ๑๒ ปีขาล นามบิดา นายเดช เดชอุดม

    นามมารดา นางเปลี่ยน เดชอุดม ภูมิลำเนา บ้านเลขที่ ๑๐ แขวงตลาดพลู เขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร

    บรรพชา วันพฤหัสบดีที่ ๒๖ พฤศจิกายน พ. ศ. ๒๔๗๔ แรม ๒ ค่ำ เดือน ๑๑ ปี มะแม ณ วัดกันตทาราราม แขวง ตลาดพลู เขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร โดยมีพระครูสุขวัฒนเวที เจ้าอาวาสวัดกันตทาราราม เป็นพระอุปัชฌาย์

    อุปสมบท วันอาทิตย์ที่ ๑๒ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๗๘ ขึ้น ๑๒ ค่ำ เดือน ๖ ณ วัดกันตทาราราม พระทักษิณคณิศร เจ้าอาวาสวัดอินทาราม เป็นพระอุปัชฌาย์

    พระครูสุขวัฒนเวที เจ้าอาวาสวัดกันตทาราราม เป็นพระกรรมวาจาจารย์

    วิทยฐานะ พ.ศ. ๒๔๖๘ สำเร็จวิชาสามัญ ชั้นประถมปีที่ ๓ จากโรงเรียนประถมวัดอินทาราม แขวง บางยี่เรือ เขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร

    พ.ศ. ๒๔๗๖ สอบได้ นักธรรมเอก สำนักเรียนวันอินทาราม แขวงบางยี่เรือ เขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร

    พ.ศ. ๒๔๘๘ สอบได้ ป.ธ.๘ สำนักเรียนวันอินทาราม แขวงบางยี่เรือ เขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร

    การศึกษาพิเศษ เป็นผู้ทรงจำพระปาฏิโมกข์

    เป็นผู้มีความรู้ในภาษามคธ
    เป็นผู้มีความรู้ในภาษาพม่า
    เป็นผู้มีความรู้ในภาษาอังกฤษ

    งานปกครอง พ.ศ. ๒๔๙๑ เป็นพระกรรมวาจาจารย์

    พ.ศ. ๒๕๐๕ – ๒๕๑๒ เป็นผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดกันตทาราราม
    พ.ศ. ๒๕๑๑ เป็นเจ้าคณะ ๑ วัดโพธินิมิตร
    พ.ศ. ๒๕๑๓ เป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดโพธินิมิต

    งานการศึกษา พ.ศ. ๒๔๗๘ เป็นครูสอนพระปริยัติธรรมที่สำนักเรียนวัดอินทาราม

    พ.ศ. ๒๔๗๘ เป็นกรรมการตรวจข้อสอบธรรมสนามหลวง

    พ.ศ. ๒๔๗๙ พระวิเชียรมุนี เจ้าอาวาสและเจ้าสำนักเรียนวัดอินทารามไปขอต่อเจ้าอาวาสวัดกันตทาราราม (โดยเดินตากฝนไม่กางร่มมา) ให้ย้ายไปอยู่วัดอินทารามเพื่อช่วยการศึกษาปริยัติธรรมให้เต็มที่ และสะดวกในการเดินทางไปกลับทุกวัน

    พ.ศ.๒๔๙๐ เป็นกรรมการตรวจข้อสอบประโยคบาลีสนามหลวง

    พ.ศ. ๒๔๙๕ ในวันที่ ๙ มิถุนายน พระโพธิสังวรเถระ เจ้าอาวาสวัดโพธนิมิตร ซึ่งขณะนั้นเป็นพระครูไพโรจน์วุฒิคุณ คิดจะตั้งสำนักศึกษานักธรรม – บาลี ขึ้นในวัดโพธินิมิตร เพราะภิกษุสามเณรมีจำนวนมากขึ้นต้องแยกย้ายกันไปเล่าเรียนตามวัดต่างๆ รวมพระนวกะที่บวชใหม่ด้วย เป็นการไม่สะดวก ครูอาจารย์ที่จะมาสอนก็ไม่มี จึงไปขอกับพระวิเชียรมุนี เจ้าอาวาสวัดอินทาราม ให้ขอย้ายไปอยู่วัดโพธินิมิตร เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการดำเนินการจัดตั้งสำนักศึกษานักธรรม – บาลี ขึ้นประจำวัด และเป็นอาจารย์สอนปริยัติธรรมเป็นการถาวร จนมีภิกษุ- สามเณร – เปรียญ – นักธรรม เพิ่มมากขึ้นเป็นปึกแผ่น และได้ยกฐานะขึ้นเป็นสำนักเรียนเรียกว่า “ สำนักเรียนวัดโพธินิมิตร ” อยู่จนถึงทุกวันนี้

    พ.ศ. ๒๕๒๘ ได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการศาสนาบัณฑิต ในการสังคายนา พระธรรมวินัย ตรวจชำระพระไตรปิฎก

    พ.ศ.๒๕๓๐ เป็นประธานการแจกทุนการศึกษา แก่นักเรียนที่เรียนดีแต่มีความประพฤติดี แต่ขาดทุนทรัพย์ ในงานวันเด็กแห่งชาติ กิจกรรมภายในห้องสมุดวัดโพธินิมิตร

    งานการเผยแผ่ ท่านเป็นพระนักเทศน์รูปหนึ่ง ได้แสดงธรรมในสถานที่ต่างๆ ตั้งแต่ยังเป็นสามเณร

    พ.ศ. ๒๕๓๐ ท่านได้ร่วมจัดนิทรรศการโต๊ะหมู่บูชา และนิทรรศการเรื่องต่างๆในพระพุทธศาสนา ในงานสัปดาห์ส่งเสริมพระพุทธศาสนาวันวิสาขบูชา ที่ท้องสนามหลวง

    พ.ศ. ๒๕๓๓ เป็นพระวิทยากรบรรยายอบรม โครงการเสริมความรู้พระนวกะ ในช่วงพรรษากาลตลอดไตรมาส ของคณะสงฆ์กรุงเทพมหานคร
    งานศึกษาสงเคราะห์ พ.ศ. ๒๕๔๓ บริจาคเงินสมทบ เข้ากองทุนมูลนิธิโรงเรียนวัดโพธินิมิตร เพื่อช่วยเหลือเด็กนักเรียนที่เรียนดี แต่ขาดทุนทรัพย์ เป็นจำนวนเงิน ๕๐๐,๐๐๐ บาท และเพิ่มทุน อีก ในปี พ.ศ. ๒๕๔๗ เป็นจำนวนเงินอีก ๑๐๐,๐๐๐ บาท รวมทั้งหมด ๖๐๐,๐๐๐ บาท

    มรณภาพ
    ท่านอาพาธเป็นครั้งคราว แต่ไม่มีโรคประจำตัว พอมาวันที่ ๑๐ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๗

    ท่านมี อาการหายใจไม่ค่อยออก ลูกศิษย์ได้พาส่งโรงพยาบาลทหารเรือ แต่ท่านก็ยังปรกตินั่งได้ พูดคุยได้ เพียงบ่นว่านอนไม่หลับ
    พอวันที่ ๑๓ มกราคม ๒๕๕๗ เวลา ๑๐.๐๐ น. คุณดิเรกไปเยี่ยมที่โรงพยาบาล ท่านยังคุยปรกติ พอเวลา ๑๓.๐๐ น. ท่านก็หลับไปอย่างสงบ รวมสิริ อายุได้ ๙๙ ปี ๑ เดือน ๓๓ วัน

    ที่มา พระอาจารย์มหาปลอด ติสสเทโว

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ให้บูชา 300 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาท


    IMG_20260108_172643.jpg IMG_20260108_172700.jpg IMG_20260108_172832.jpg IMG_20260108_173507.jpg
     
  5. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    13,961
    ค่าพลัง:
    +21,459
    ปิดโบสถ์เสกตามฤกษ์ยาม

    เหรียญสุริยฉาย ราหูพ่าย วัดสุทัศน์ฯ กทม ปี 2538 **
    ** เหมาะสำหรับท่านที่ดวงกำลังถูกราหูเข้าแทรกแขวนแล้วกลับร้ายกลายเป็นดี เสริมอายุวัฒนะ หนุนดวง เสริมดวงชะตา เสริมโชคลาภ เอาชนะศัตรูและอุปสรรค
    ** เป็นเหรียญที่สร้างขึ้นโดยการคำนวณทางโหราศาสตร์จริง ๆ
    ** โดยวันที่ 24 ต.ค 2538 นั้น เป็นวันที่เมืองไทยเกิดเหตุการณ์สุริยุปราคาเต็มดวง ซึ่งในกรุงเทพฯ ก็สามารถเห็นปรากฏการณ์นี้ได้เช่นกัน ทางวัดได้เลือกเวลาในการประกอบพิธีปลุกเสกเหรียญนี้ในช่วงที่ราหูกำลังเข้า บดบังพระอาทิตย์เต็มดวงพอดี
    จึงนับว่าเหรียญนี้มีความขลัง มีพลัง และ ศักดิ์สิทธิ์มากในทางโหราศาสตร์ เพราะการที่จะเกิดสุริยุปราคาเต็มดวงนั้นนานหลายปีมากถึงจะมีขึ้นครั้งหนึ่ง และวันนั้นก็เป็นครั้งที่เมืองไทยเราสามารถมองเห็นปรากฎการณ์นี้ได้
    ด้านหน้าเหรียญเป็นรูปสุริยะเทพถือพระขรรค์ประทับอยู่บนศีรษะพระราหู ฉากเบื้องหลังเป็นรูปพระอาทิตย์ ในแต่ละแฉกของพระอาทิตย์ลงอักขระ เลขยันต์กำกับ
    ด้านหลังเป็นยันต์ดวง และระบุชื่อเหรียญไว้ที่ขอบนอก ตอกโค้ดด้านหน้าเหรียญ ….
    ** เป็นเหรียญที่สร้างขึ้นโดยการคำนวณทางโหราศาสตร์จริง ๆ
    .
    โดยมีอาจารย์ถนอม ศรหุนะเป็นเจ้าพิธี และอธิฐานจิตปลุกเสก โดยเกจิคณาจารย์ชื่อดังในยุคนั้นเช่น
    1.เจ้าคุณธงชัย วัดไตรมิตร กรุงเทพฯ
    2.หลวงพ่อเมี้ยน วัดโพธิ์กบเจา อยุธยา
    3.หลวงพ่อเก๋ วัดแม่น้ำ สมุทรสงคราม
    4.หลวงพ่อมี วัดมารวิชัย อยุธยา
    5.หลวงพ่อฮวด วัดดอนโพธิ์ทอง สุพรรณบุรี
    6.หลวงพ่อจรัญ วัดอัมพวัน สิงห์บุรี
    7.หลวงพ่อเชิญ วัดโคกทอง อยุธยา
    8.หลวงพ่อยิด วัดหนองจอก ประจวบคีรีขันธ์
    9.หลวงพ่อเกตุ วัดเกาะหลัก ประจวบคีรีขันธ์
    10.หลวงปู่คร่ำ วัดวังหว้า ระยอง
    11.หลวงพ่อดี วัดพระรูป สุพรรณบุรี
    12.หลวงปู่หลิว วัดไร่แตงทอง นครปฐม
    13.หลวงพ่อยงยุทธ วัดเขาไม้แดง ชลบุรี
    14.หลวงพ่ออุตตมะ วัดวังก์วิเวการาม กาญจนบุรี
    15.หลวงปู่ทิม วัดพระขาว อยุธยา
    16.หลวงพ่อเฉลิม วัดพระญาติ อยุธยา
    17.หลวงพ่อสมชาย วัดปริวาส กรุงเทพฯ
    18.พระอาจารย์ต๊ะ วัดช้าง นครนายก

    ดวงไม่ดี มีคนเกลียดชัง คราสเคราะห์เข้าแทรกต้องบูชา “เหรียญสุริยฉาย ราหูพ่าย” เหรียญราหูตามตำราการสร้างโบราณของวัดสุทัศน์ ปี 2538!!!

    เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าในประเทศไทยนั้นมีการเกิดสุริยคราสเต็มดวงครั้งที่ใหญ่ที่สุดคือเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2538 ดังนั้นในวันดังกล่าวพระเกจิอาจารย์ที่รู้จริงในวิชาการสร้าง การหนุนดวงคราสเคราะห์จากอิทธิพลของพระราหูจึงได้มีการสร้างวัตถุมงคล ปลกุเสกในวันดังกล่าวเพื่อให้เกิดความขลังให้ลูกศิษย์ ลูกหาได้คุ้มกันตัวซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือเหรียญ “สุริยฉาย ราหูพ่าย” ของวัดสุทัศน์นั่นเอง

    เมื่อพูดถึงราหูหลายคนจะมุ่งเป้าไปยังวัดศรีษะทองโดยหารู้ไม่ว่าวัดสุทัศน์ใจกลางกรุงของเรานั้นก็มีตำราการสร้างการปลุกเสกพระราหูเช่นกันดังจะเห็นได้จากการที่หน้าบันพระอุโบสถของวัดนั้นมีรูปพระอาทิตย์และพระจันทร์อยู่โดยการปลุกเสกของทางวัดสุทัศน์นั้นจะแตกต่างจากวัดหรือตำราอื่นๆ ตรงที่จะมีการเชิญพระอาทิตย์หรือเทวดาพระอาทิตย์มาเป็นองค์อักขระเสกพร้อมกับราหูเพื่อใช้แสงแห่งพระสุริยะเทพขับเงามืดอันเป็นอวมงคลของพระราหูออกไปพร้อมกับดึงเอาคุณหรือส่วนดีของพระราหูเข้าประทับในเหรียญโดยต้องเสกตรงฤกษ์ที่พระราหูเริ่มกลืนกลินพระอาทิตย์และต้องจบตอนพระราหูคลายหมดพอดีจึงจะเข้มขลังซึ่งในวันดังกล่าวทางวัดสุทัศน์ได้ทำการปิดโบสถ์เสกตามฤกษ์ยามดังกล่าวโดยพระเกจิอาจารย์ชื่อดังนับสิบรูปจึงเป็นเหรียญดีที่คนดวงตก ดวงไม่ดี อยู่เฉยๆ ก็มีเรื่องควรหามาบูชา

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ให้บูชา 350 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ


    IMG_20260108_175519.jpg IMG_20260108_175552.jpg IMG_20260108_175614.jpg
     
  6. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    13,961
    ค่าพลัง:
    +21,459
    สมเด็จโต (1).jpg

    เหรียญสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต) วัดเกษไชโย อ่างทอง อนุสรณ์ ๑๙๐ปี วันชาตะ พ.ศ.๒๕๒๑ มีพิธีพุทธาภิเษกครั้งยิ่งใหญ่ วันที่ ๒๔-๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๒๑ โดยมีสมเด็จพระอริยวงศาคตาญาณ สมเด็จพระสังฆราชฯ(วาสนมหาเถระ) วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม กรุงเทพฯ ทรงเป็นองค์ประธานจุดเทียนชัย และมีสมเด็จพระพุฒาจารย์ฯ(เสงี่ยม) วัดสุทัศน์เทพวราราม กรุงเทพฯ ดับเทียนชัย .. รายนามพระคณาจารย์เจริญพระพุทธมนต์บริกรรมภาวนาและสวดพุทธาภิเษก ดังนี้ ๑.หลวงปู่คำแสน วัดป่าดอนมูล เชียงใหม่ ๒.หลวงปู่สุด วัดกาหลง สมุทรสงคราม ๓.หลวงปู่เปรื่อง วัดสุวรรณภูมิ สุพรรณบุรี ๔.พระราชมงคลมุนี วัดชัยมงคล อ่างทอง ๕.พระมหาพุทธพิมพาภิบาล วัดไชโย อ่างทอง ๖.หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี กทม. ๗.หลวงพ่ออุตตมะ วัดวังก์วิเวการาม กาญจนบุรี ๘.หลวงพ่อน้อย วัดหนองโพธิ์ นครสวรรค์ ๙.พระครูประสานนวกิจ วัดพระนอนจักร์สีห์ สิงห์บุรี ๑๐.หลวงพ่อเชื้อ วัดใหม่บำเพ็ญบุญ ชัยนาท ๑๑.หลวงพ่อถิร วัดป่าเลไลย์ สุพรรณบุรี ๑๒.หลวงพ่อแช่ม วัดดอนยายหอม นครปฐม ๑๓.ครูบาพรหมจักร วัดพระพุทธบาทตากผ้า ลำพูน ๑๔.พระครูศรีรัตนาภิวัฒน์ วัดวิเศษชัยชาญ อ่างทอง ๑๕.พระครูอดุลสุดกิจ วัดโคกพุทธา อ่างทอง ๑๖.พระครูใบฎีกาเจริญ วัดอ่างทองวรวิหาร อ่างทอง ๑๗.หลวงพ่อสำเนียง วัดเวฬุวนาราม นครปฐม ๑๘.หลวงพ่อยงยุทธ วัดเขาไม้แดง ชลบุรี ๑๙.หลวงพ่อสด วัดหางน้ำสาคร ชัยนาท ๒๐.หลวงพ่อคูณ วัดสระแก้ว นครราชสีมา ๒๑.พระอธิการสน วัดไทร อ่างทอง ๒๒.หลวงพ่อทอง วัดก้อนแก้ว ฉะเชิงเทรา ๒๓.หลวงพ่อคง วัดวังสรรพรส จันทบุรี ๒๔.พระอาจารย์จำเนียร วัดละมุด อ่างทอง ๒๕.หลวงปู่วัน อุตตโม วัดถ้ำอภัยดำรงค์ธรรม สกลนคร ๒๖.หลวงปู่สิม พุทธจาโร วัดสันติสังฆารามพรรณานิคม สกลนคร ๒๗.หลวงปู่คำแหง จนฺทสาโร วัดป่าสุวรรณนิเทศทรงธรรม ร้อยเอ็ด ๒๘.หลวงปู่คำมี วัดถ้ำคูหาสวรรค์ ลพบุรี ๒๙.พระราชสุวรรณโมลี วัดต้นสน อ่างทอง ๓๐.พระราชสังวรญาณ(เจ้าคุณสนิท) วัดศีลขันธาราม อ่างทอง ๓๑.พระวิเศษชัยสิทธิ์ วัดอ่างทองวรวิหาร อ่างทอง ๓๒.หลวงพ่อแพ วัดพิกุลทอง สิงห์บุรี ๓๓.หลวงปู่เส่ง วัดกัลยาณมิตร กทม. ๓๔.หลวงพ่อจวน วัดหนองสุ่ม สิงห์บุรี ๓๕.หลวงพ่อจรัล วัดอัมพวัน สิงห์บุรี ๓๖.พระครูสิริปัญญาธร วัดตูม อยุธยา ๓๗.หลวงพ่อทองอยู่ วัดใหม่หนองพะอง สมุทรสาคร ๓๘.พระครูวิบูลคุณาวัตร วัดน้อย อ่างทอง ๓๙.พระครูวิรัตนธรรมวัตร วัดรางฉนวน อ่างทอง ๔๐. พระอาจารย์ผ่อง จินดา วัดจักรวรรดิ์ราชาวาส กทม. ๔๑.พระอาจารย์บัว วัดแสวงหา อ่างทอง ๔๒.หลวงพ่อชม วัดอินทราราม ชัยนาท ๔๓.หลวงพ่อบาง วัดหนองพลับ สระบุรี ๔๔.หลวงพ่อเปิ่น วัดบางพระ นครปฐม ๔๕.หลวงปู่พล วัดหนองคณฑี สระบุรี ๔๖.หลวงพ่อพุทธิ วัดวงศ์พาสน์ อ่างทอง ๔๗.หลวงพ่อสวน วัดบางกระดาน ตราด ๔๙.พระอาจารย์สมภพ วัดสาลีโข นนทบุรี ๕๐.หลวงปู่แว่น วัดป่าสุทธาวาส สกลนคร ๕๑.หลวงปู่ธูป วัดสุนทรธรรมทาน(วัดแค) กทม

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ให้บูชา 150 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาท

    IMG_20260108_185515.jpg IMG_20260108_185544.jpg
     
  7. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    13,961
    ค่าพลัง:
    +21,459
    198537-14ce5.jpg

    เหรียญพระแก้วหลังฉัตรหลวงปู่ดู่ร่วมอธิษฐานจิต

    พระดีพุทธคุณสูง เหรียญพระแก้วมรกต รุ่นบูรณะฉัตร วัดพระศรีรัตนศาสดาราม กรุงเทพฯ ปี ๒๕๓๑ .... หลวงปู่ดู่ วัดสะแก จ.อยุธยา
    ปลุกเสก...
    เหรียญพระแก้วมรกต รุ่นบุรณะฉัตร พ.ศ.2531 วัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) ประกอบพิธีพุทธาภิเษกอย่างยิ่งใหญ่ โดยใช้มวลสาร ยอดฉัตร ณ วัดพระแก้วมา ผสมมวลสาร สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงพระมหากรุณาธิคุณเสด็จมาประกอบพิธีพุทธาภิเษกด้วยพระองค์เอง และมีพระเกจิอาจารย์เก่งๆในขณะนั้นร่วมปลุกเสกหลายองค์ อาทิ หลวงปู่ดู่(ปลุกเสกในครั้งนี้เเล้วท่านยังได้รับเชิญให้ปลุกเสกเหรียญกรมหลวงชุมพรฯ วัดราชบพิธฯ กรุงเทพฯ ปี 2531อีกด้วย ) หลวงพ่อแพ ฯลฯ เนื้อเหรียญการจัดสร้าง มีทั้งเนื้อทองคำ พร้อมกล่องกำมะหยี่ เครื่องหมาย สธ. หนัก 15.2 กรัม ตามจำนวนสั่งจอง เนื้อเงิน เเละเนื้อทองเหลือง

    พระดีพุทธคุณสูง เหรียญพระแก้วมรกต รุ่นบูรณะฉัตร วัดพระศรีรัตนศาสดาราม กรุงเทพฯ ปี 2531 ....
    หลวงปู่ดู่ วัดสะแก จ.อยุธยา
    ปลุกเสก...

    ซองเดิม เหรียญสวย ไม่ผ่านการแขวนบูชา

    ให้บูชา 320 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ
    ปิดรายการ

    IMG_20260108_194102.jpg IMG_20260108_194121.jpg IMG_20260108_194142.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 8 มกราคม 2026 at 20:50
  8. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    13,961
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1767882778067.jpg
    รูปถ่ายเลี่ยมหลังปั๊มหมึก ยุคต้น

    หลวงพ่อสังวาลย์เขมโกวัดทุ่งสามัคคีธรรม สุพรรณบุรีอธิษฐานจิตปลุกเสก

    • หลวงตามหาบัวเทศน์กล่าวถึงหลวงปู่สังวาลย์

    ในตอนหนึ่งท่านกล่าวว่า… “ หลวงพ่อสังวาลย์ เป็นผู้มีบุญญาภิสมภารอันกว้างขวางลึกซึ้งมาก ยากที่จะมีใคร ๆ เสมอเหมือนได้ เพราะท่านมีน้ำใจกว้างขวาง แสดงออกให้เห็นจากบริษัทบริวารศรัทธาทั้งหลายที่มาจากทุกทิศทุกทางคนเราต้องมาด้วยน้ำใจ น้ำใจเป็นของลึกซึ้งมากทีเดียว ถ้าลองน้ำใจได้ไหลลงไปที่ใดแล้ว เป็นได้ไหลตลอดไม่มีถอยนี่น้ำใจที่เต็มเปี่ยมไปด้วยศีลไปด้วยธรรมของพี่น้องทั้งหลาย ซึ่งเกิดจากความเชื่อความเลื่อมใสในหลวงพ่อสังวาลย์

    แม้องค์ท่านเองจะทุพพลภาพ ไปไหนมาไหนนอนสั่งอยู่บนเตียงก็ตาม แต่วาสนาบารมีของท่าน ไม่ได้นอนอยู่บนเตียงเหมือนเรือนร่างของท่าน แต่เต็มไปด้วยความเมตตาต่อพี่น้องทั้งหลาย เช่นเวลานี้ท่านจะต้องคิดอยู่ตลอดเวลาตั้งแต่เริ่มงานมาจนกระทั่งบัดนี้ วันนี้เป็นวันที่ท่านคิดมากห่วงใยกับชาติบ้านเมือง กับศาสนา กับจิตใจของพี่น้องชาวไทยเราว่าคราวนี้เป็นคราวที่ท่านเป็นผู้นำผู้หนึ่ง แม้ร่างกายจะทุพพลภาพ แต่ส่วนจิตใจและวาจาของท่านที่จะแสดงต่อพี่น้องทั้งหลาย ด้วยน้ำใสใจเมตตาจริง ๆ ว่า วันนี้งานเราจะเป็นอย่างไรบ้างนาแล้วก็หลวงตามหาบัว ท่านก็มาที่นี่ด้วย เพื่อช่วยชาติบ้านเมือง อันเป็นเจตนาอย่างเดียวกัน แล้วงานของเราเพื่อรับชาติบ้านเมืองและรับจิตใจของเราขึ้นสู่ธรรมนี้ จะเป็นอย่างไรนะ จะบกพร่องอะไรหรือไม่ ท่านต้องเป็นกังวลมากมาย พี่น้องทั้งหลายทราบตามนี้ก็แล้วกันเพราะท่านเป็นผู้มีบุญญาภิสมภารอำนาจวาสนามากทีเดียวองค์หนึ่ง น่าชมเชยสรรเสริญเป็นอย่างมาก ที่ท่านอยู่นี่ท่านเป็นเหมือนแม่เหล็กเป็นเครื่องดึงดูดจิตใจของประชาชนให้ระลึกถึงท่านมากน้อยเพียงไร ย่อมเกิดเป็นกุศลมหากุศลขึ้นที่ใจของตน ไม่มีการเฉื่อยชา ไม่มีการจืดจางตลอดมา

    นี่เพราะอำนาจแห่งเมตตาธรรม วาสนาบารมีของท่านที่เคยเกี่ยวโยงกับพี่น้องทั้งหลายเคยเป็นลูกศิษย์ลูกหาเป็นบริษัทบริวารกันมา เมื่อพูดคำใดออกมาย่อมมีน้ำมีเนื้อมีรสมีชาติทุกสิ่งทุกอย่างต่อจิตใจของบริษัทบริวารทั้งหลายให้มีความอุตส่าห์พยายามในทางคุณงามความดีทั้งหลาย ท่านก็ได้ข้อคิดเต็มหัวใจวันนี้ พี่น้องทั้งหลายกรุณาตอบแทนท่านด้วยอำนาจแห่งการให้ทาน การรักษาศีลการเจริญเมตตาภาวนาเดินตามรอยครูนี้แหละ จะเป็นผู้แคล้วคลาดปลอดภัยตลอดไป..” ; จากหนังสือ ชาติสุดท้าย หน้า ๗๗-๗๘

    ชีวประวัติและปฏิปทาหลวงปู่สังวาลย์_เขมโก
    วัดทุ่งสามัคคีธรรม อ.สามชุก สุพรรณบุรี

    นามเดิมท่านคือสังวาลย์ นามสกุล จันทร์เรือง เกิดเมื่อ จันทร์ เดือน ๔ ปีมะโรง ปี พ.ศ.๒๔๕๙ ที่บ้านหนองผักนาก สามชุก สุพรรณบุรี บรรพบุรุษท่านมีอาชีพทำนา แต่โยมบิดาท่านเป็นผู้ที่ได้นำภาพยนตร์มาฉายในอำเภอสามชุกเป็นคนแรก

    • #อุปสมบทครั้งแรก
    เมื่ออายุครบบวช แต่ด้วยความที่ท่านเป็นคนไม่รู้หนังสือ บทสวดมนต์บางบท ท่านต้องจำจากที่แม่ชีสวดกัน ท่านจึงสวดมนต์ได้แค่อิติปิโส ฯ พาหุง ฯ แม้แต่นะโมก็ต้องต่อเอา ด้วยเหตุนี้ท่านจึงต้องลาสิกขาบท ทั้ง ๆ ที่ไม่อยากจะลาเลย

    • ชีวิตสมรส
    ท่านสมรสกับแม่บาง เมื่ออายุ ๒๖ ปี ในปี ๒๔๘๑ แต่ไม่มีบุตรด้วยกัน ท่านยึดอาชีพทำนาแต่ด้วยเหตุที่ท่านมีสุขภาพไม่ค่อยจะแข็งแรงเท่าไรนัก บางครั้งขณะที่ทำงานเกิดเจ็บไข้ได้ป่วยขึ้นมา ท่านก็ต้องผลัดกันไถนาโดยอาศัยห้างนาเป็นที่พัก รอจนไข้ลดจึงได้ออกมาทำนาเป็นปรกติ บางทีก็ทำนาไม่ได้ ต้องให้ภรรยาท่านเป็นคนทำ ท่านจึงรับหน้าที่ เป็นผู้ช่วยหุงหาอาหารให้ภรรยาเท่านั้นเอง ท่านได้ทนทุกข์ทรมานกับโรคภัยถึง ๒ ปี โดยในระหว่างนั้นท่านได้รับคำแนะนำจากแม่ชีจินตนา ซึ่งเป็นศิษย์ของหลวงพ่อสด วัดปากน้ำ ให้ทำกรรมฐานเผื่อว่าโรคจะหาย

    ความที่ท่านมีโรคภัยนี้เอง จึงได้เป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้ท่านได้เห็นภัยในวัฏฏะสงสาร เห็นภัยที่เกิดจากความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ขึ้นมา ท่านเล่าให้ฟังว่า ครั้งหนึ่งแม่บางไม่สบาย ท่านก็ได้ช่วยดูแลตามประสาสามี ธรรมดาของคนป่วยย่อมจะต้องมีความอิดโรยเป็นธรรมดาและช่วยตัวเองไม่ได้ ท่านจึงช่วยตักน้ำราดศีรษะให้แม่บาง พอน้ำราดลงบนเส้นผม ไอระเหยที่โดนเส้นผมนั้น ส่งกลิ่นชวนให้น่ารังเกียจ เนื่องจากไม่ได้ทำความสะอาดมาเป็นเวลานาน ทำให้ท่านเกิดสลดสังเวชใจเป็นอย่างยิ่งว่า ร่างกายของคนเรานี้เป็นสิ่งที่ไม่น่ายินดี เป็นรังแห่งโรค เป็นที่เกิดแห่งทุกข์

    ครั้งหนึ่งท่านได้เดินผ่านกระจกเงาบานใหญ่ ซึ่งสามารถมองเห็นได้ทั้งตัว แทนที่ท่านจะมองเห็นเป็นรูปร่างของตัวท่าน ท่านกลับเห็นเป็นอสุภนิมิต มีโครงกระดูกขึ้นแทน ด้วยตัวท่านเป็นผู้ฝึกทำกรรมฐานอยู่เสมอ จึงทำให้จิตใจที่ได้รับการฝึกฝนอยู่ย่อมเกิดปัญญาเกิดความรู้เห็นขึ้น มีญาณทัศนะปรากฏขึ้น ด้วยเหตุนี้เองที่ทำให้ท่านเห็นภัยในสังขารยิ่งขึ้นและเกิดความเบื่อหน่ายที่จะครองเรือนอีกต่อไป การสละจาการครองเรือนจึงได้เกิดขึ้น

    ท่านได้บอกกับแม่บาง ให้รู้ถึงความตั้งใจอันแน่วแน่ที่ท่านจะไปสู่ธรรมวินัยของพระบรมศาสดา เพื่อที่จะทำที่สุดแห่งทุกข์ให้จงได้ ในการจะออกบวชในครั้งนี้ท่านก็ได้ให้พ่อห่วง ผู้เป็นบิดา ให้บอกกับลูกหนี้ทั้งหมดที่เป็นหนี้เป็นสินกับบิดาของท่าน ให้มาประชุมพร้อมกัน และท่านได้ขอร้องพ่อห่วงให้ยกเลิกสัญญาที่ลูกหนี้ทั้งหลายได้กระทำกับบิดาของท่าน ด้วยการฉีกเอกสารทิ้งทั้งหมด นับได้ว่าเป็นการเริ่มต้นในการให้ทาน อันเป็นที่น่าปีติยินดีอย่างยิ่ง

    หลังจากนั้นท่านได้ทำมหาทานอีกครั้ง ด้วยการบอกภรรยาว่า จะขอออกบวชอีกครั้ง ให้แม่บางหาสามีใหม่ได้

    การบวชครั้งที่_๒

    เมื่อท่านอายุได้ ๓๕ ปี ณ วัดนางบวชอำเภอเดิมบางนางบวช สุพรรณบุรี เมื่อเวลา ๑๔.๔๕ น. ของวันที่ ๒๗ เมษายน ๒๔๙๔ โดยมี พระครูแขก เป็นพระอุปัชฌาย์ พระสมุห์ทองย้อย เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอธิการไสว เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาทางพุทธศาสนาว่า “เขมโก” อันมีความหมายว่า “ผู้มีธรรมอันเกษม”

    เมื่อท่านอุปสมบทแล้ว ก็ได้เข้าไปปฏิบัติธรรม ณ ป่าช้าวัดบ้านทึง สามชุก ท่านได้อาศัยอยู่ในป่าช้าโดยมีหลวงพ่อมหาทอง โสภโณ ซึ่งเป็นเสมือนครูบาอาจารย์ เป็นผู้ปฏิบัติ ผู้อาวุโส อยู่ด้วย ท่านเป็นผู้มีความรู้ทางด้านปริยัติได้ดีท่านหนึ่ง และท่านได้เป็นผู้แปลข้อศีลที่ว่า การไม่ยินดีรับเงินและทองเพื่อเป็นของตน หรือให้ผู้อื่นเก็บไว้เพื่อตน นับแต่นั้นมาหลวงพ่อสังวาลย์ก็ไม่มีปัจจัยแม้แต่สตางค์แดงเดียว และที่พระอาจารย์มหาทองท่านได้สอนหลวงพ่ออีกคือ

    สมาธิ ภิกฺขเว ภาเวย สมาธิโต ยถาภูตํ ปชานาติ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอทั้งหลายพึงยังสมาธิให้เกิดขึ้นเถิดเพราะจิตที่เป็นสมาธินั้น ย่อมรู้เห็นตามความเป็นจริง

    เพียงประโยคนี้เท่านั้น ที่ท่านถือเป็นแนวทางปฏิบัติ มุ่งมั่นกระทำความเพียร อยู่ในป่าช้าตลอดเวลา ๕ ปี ปัญญาที่เกิดจากการปฏิบัตินี้เองทำให้ท่านรู้เห็นตามความเป็นจริง โดยท่านได้ยึดหลักธุดงควัตรตลอดเวลา เมื่อท่านยังปฏิบัติธรรม บำเพ็ญเพียรอยู่ในป่าช้าวัดบ้านทึง แทบทุกวันตอนที่ท่านบิณฑบาตสุดสาย จะมีโยมผู้หญิงรุ่นโยมแม่ (เป็นคนจับปลาย่านนั้น) พายเรือให้ข้ามฟาก

    วันหนึ่ง...
    หลวงพ่อสังวาลย์...." โยมเลิกดีกว่าหากุ้ง หาปลา ลูก ๆ ก็โตหมดแล้ว "
    โยม..." เลิกก็ดีเหมือนกัน อิฉันก็เบื่อเต็มที " แกรับและสารภาพ
    หลวงพ่อสังวาลย์...." อาตมาขอบิณฑบาต พวกแห พวกยอทั้งหมด "
    โยม..." ได้จ้ะ อิฉันจะขนไปให้ท่านเช็ดเท้า "

    ท่านเล่าว่าโยมผู้นี้หาปลามาตั้งแต่เด็ก ไม่มีอาชีพอื่น แกบุกไปทั่ว ไม่ว่า ท่าโบสถ์ โพธิ์พยา ปากไห่ ฯ โยมมารับศีล ๕ แล้วท่านก็บอกว่า
    หลวงพ่อสังวาลย์...." บ้านโยมมีไม้ไผ่เยอะ สานพัด สานกระบุงขายจะรวย "
    โยม..." ค่ะ อิฉันจะลองทำดู "

    คุณโยมตั้งตัวได้ในที่สุด เพราะพัด - กระบุง - ตะกร้า ที่ช่วยกันสาน ลูกๆ แม่ๆ ไม่พอส่งขาย...ท่านว่า..ก่อนจะพูดให้โยมเลิกนั้น มันมีสิ่งที่ปรากฏขึ้นในกรรมฐานท่านมาก่อน เมื่อนักล่าประจำลุ่มน้ำมาถือศีลได้ จึงเลื่องลือไปไกล

    มีพระอาวุโส ท่านหนึ่งมาหาแล้วกล่าวว่า...
    พระอาวุโส... " ท่านสังวาลย์เก่งจริง เอาคนหาปลารักษาศีลได้ "
    หลวงพ่อ..." โยมเขาขาดคนชี้นำเท่านั้น...เขาขาดครู "
    พระอาวุโส..." ท่านนี่มีความรู้เหลือหลาย "
    หลวงพ่อ..." รู้เขานั้นไม่ใช่ดีเสมอไป รู้เรานั่นแหละเป็นอุดมมงคล

    ตลอดเวลา ๕ ปี ที่หลวงปู่สังวาลย์ปฏิบัติภาวนาอยู่ในป่าช้านั้น ท่านได้ถือข้อวัตรปฏิบัติต่างๆ อย่างเคร่งครัด โดยอยู่ป่าช้าเป็นวัตร บิณฑบาตเป็นวัตร ฉันมื้อเดียวเป็นวัตร ฉันอาสนะเดียวเป็นวัตร และใช้ผ้า ๓ ผืนเป็นวัตร

    ท่านว่า เมื่อทำสมาธิยิ่งยวดมากเข้า ความรู้ต่างๆ อันเกิดจากแสงสว่างมีมากขึ้น ความรู้เห็นนี้มันเกิดขึ้นเอง ไม่ใช่อยากหรือไม่อยากให้มันเกิด พอมันเกิดก็น้อมเข้าไปดูภายใน เข้าทางจมูกก็ได้ เข้าทางปากก็ได้ เข้าทางตา เข้าทางทวารทั้ง ๙ ได้หมด กายภายนอกและกายภายในที่ปิดบังอยู่นั้นเปิดหมดเลย

    “อสุภกรรมฐานปรากฏตลอดเวลา ทำจนไม่ได้หลับไม่ได้นอน ๗ วัน ๗ คืนก็มี อาหารบางวันก็ฉันบ้าง บางวันก็อดเอา กายเบาใจเบาเสียแล้ว ความสุขความปีติมีมารักษาใจ ความหิวจึงไม่กำเริบ จึงบิณฑบาตเพียงเฉพาะอาจารย์”

    หลังจากที่ท่านได้ออกจากป่าช้า ก็มิได้ละเลยหรือทอดธุระในภาคปฏิบัติเลยแม้แต่น้อย โดยท่านจะนึกถึงคำของอาจารย์ที่ว่า นักปฏิบัติจะทิ้งการปฏิบัติไม่ได้ จนกว่าจะหมดลมท่านเองก็เป็นเช่นนั้น จากนั้นท่านจึงธุดงค์ไปภาคใต้ ถือธุดงควัตร อย่างเคร่งครัด และธุดงค์ขึ้นไป อ.หันคา จ.ชัยนาท จนเจอรอยพระพุทธบาท บนยอดเขาที่บ้านเชี่ยน หรือ ที่วัดเขาสารพัดดีศรเจริญธรรม จ.ชัยนาท ในปัจจุบัน เมื่อท่านมาอยู่วัดทุ่งสามัคคีธรรม และไปสร้างวัดป่าน้ำตกเขมโก ที่ ด่านช้าง สุพรรณบุรี ท่านก็จะสั่งสอนและเจริญสมาธิภาวนาอยู่เสมอมิได้ขาดเลย

    • #การเผยแผ่และสอนธรรมะ

    ในระยะเริ่มแรกท่านมีอุปสรรคมากเพราะชาวบ้านส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจ บางคนถึงกับเข้ามาทำร้ายและขัดขวางการเผยแพร่ธรรมทุกรูปแบบ แต่ในที่สุดท่านก็สามารถฟันฝ่าอุปสรรคไปได้ และเผยแพร่ธรรมให้ทุกคนรู้จักประพฤติปฏิบัติธรรมตามคำสอนของพระพุทธเจ้าได้อย่างกว้างขวาง มีทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติให้ความสนใจในการปฏิบัติธรรม เข้าห้องกรรมฐานปฏิบัติตามหลักมหาสติปัฏฐาน ๔ ที่หลวงพ่อแนะนำสั่งสอนได้เป็นอย่างดี หลวงปู่จึงมีศิษยานุศิษย์ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ทั้งในประเทศและต่างประเทศมากมาย

    ด้านการสอน ท่านเน้นการอบรมสั่งสอนบรรดาศิษย์ในเรื่องกรรมฐานเบื้องต้นของการปฏิบัติ โดยพยายามให้ผู้ปฏิบัติเจริญสมถกรรมฐานเสียก่อน โดยใช้ภาวนาว่าพุทโธ ให้บริกรรมภาวนาคู่กับอานาปานสติกรรมฐาน

    “กรรมฐานมีการกำหนดความรู้กับลมหายใจเข้า ลมหายใจออก พยายามทำสติ พยายามเจริญสติอยู่กับกองลมเข้า กองลมออก ไม่ปล่อยอารมณ์ไปในภายนอก เมื่อจิตสามารถสงบระงับดับนิวรณ์ได้แล้ว จึงสอนให้เจริญวิปัสสนากรรมฐานสืบต่อไป”

    คำสอนของหลวงปู่สังวาลย์ที่เมตตาเทศน์สอนศิษย์นั้น ส่วนใหญ่จะเป็นคำสอนสั้นๆ เพียงไม่กี่ประโยค แต่กินความหมายลึกซึ้งยิ่งนัก วันหนึ่งท่านเทศน์สอนพระเณรว่า

    “เราต้องสำรวมกายวาจาใจ กายสำรวมง่าย เดินอย่างมีสติไว้ ตาเพ่งไปแค่แอกเกวียน ส่วนใจสิยาก อะไรๆ ใจนั้นสำคัญนะมองให้เห็นความสกปรกไม่งาม แค่หน้าไม่ได้ล้าง เท้าไม่ได้ขัดถูสัก ๒-๓ วัน เป็นไง พิจารณาว่าไม่งามเหม็นสาบสาง เมื่อไม่ได้ฉาบทาปรุงแต่ง ฟันไม่ได้แปรงแค่วันสองวัน พูดทีมันเหม็นไม่รู้จักเท่าไร

    กำหนด "รู้หนอคิดหนอ" ไว้ ถ้าปล่อยไม่ทำสติมันจะเพลินในอารมณ์ กายสงบวาจาสงบแล้ว เหลืออีกอย่างเดียว ทำใจให้สงบให้ได้ การบวชของเราจะมีอานิสงส์มาก เราบวชแล้วไม่สำรวมใจ แม้มองตีนผู้หญิง กามคุณปรุงแต่งว่ามันสวยมันดี เป็นพระเขากราบไหว้ ถ้าคิดรักชีรักสตรีเพศแม่ไม่ดีหรอก เจ้าของเขารู้อายเขาตายเชียวนะ”

    เคยมีโยมคนหนึ่งถามท่านขึ้นว่า “หลวงพ่อ...คนที่ตายแล้วจะไปอยู่ไหน”

    ท่านก็ยิ้มแล้วตอบว่า “ถ้าตายในขณะจิตโกรธ โลภ หลง จิตอยู่ในสภาวะนี้จิตจะเป็นสัตว์เดรัจฉาน ถ้าขณะจิตที่เป็นกุศล คิดถึงคุณงามความดีที่ได้ทำก็จะได้ไปสวรรค์ ไม่ไปอบายภูมิ ถ้าตายในขณะจิตสงบนิ่งเฉยๆ ก็จะไปเป็นพรหม หรือสำเร็จพระอรหันต์ไปเลย”

    “ถ้าเรามีธรรมะในดวงใจ แสงสว่างก็จะเกิดขึ้นมา ถ้าเราไม่มีธรรมะ มีแต่ความโลภ ความโกรธ ความหลง ดวงจิตก็จะมืด มองไม่เห็นแสงสว่าง ถ้าจิตเราผ่องใส สะอาด จะมองเห็นแสงสว่างได้ง่าย การทำดวงจิตอย่างนี้ให้เกิดขึ้นไม่ใช่ของง่ายๆ

    อาตมาก็ไม่ได้เรียนหนังสือ แต่อาตมาก็ปฏิบัติได้ ทำจิตให้สงบได้ ปฏิบัติให้จิตสงบก็จะรู้ใจตนเองได้”

    • #ช่วงบั้นปลายชีวิต

    หลวงปู่สังวาลย์ได้อาพาธจนเส้นประสาทในร่างกายใช้การไม่ได้ ทำให้ท่านต้องนอนอยู่บนเตียงเฉยๆ และได้มาจำพรรษาอยู่ที่วัดสังฆทาน จ.นนทบุรี โดยมีพระอาจารย์สนอง กตปุญโญ ศิษย์ผู้ใกล้ชิดเป็นผู้อุปัฏฐากดูแล

    หลวงปู่สังวาลย์ เขมโก มรณภาพลงเมื่อวันที่ ๒ มิถุนายน ๒๕๔๗ สิริรวมอายุได้ ๘๘ ปี พรรษา ๕๕
    ด้วยวัตรปฏิบัติอันงดงามตลอดเวลาที่หลวงปู่ดำรงขันธ์ ชื่อของท่านจึงเป็นที่กล่าวขานในบรรดาศิษย์ ซึ่งต่างขนานนามยกให้ท่านเป็นพระดีศรีสุพรรณรูปหนึ่งที่มีความสำคัญยิ่ง

    "นักปฏิบัติ จะหยุดปฏิบัติไม่ได้ จนกว่าจะหมดลม" โอวาทธรรมคำสอนหลวงพ่อสังวาลย์ เขมโก

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ให้บูชา 200 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ



    IMG_20260108_213401.jpg IMG_20260108_213425.jpg
     
  9. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    13,961
    ค่าพลัง:
    +21,459
    พระสมเด็จฝังตะกรุดสามกษัตริย์ หลวงพ่อถม ฑีฆายุโก วัดเนินมหาเชษฐ์ อ.สามชุก จ.สุพรรณบุรี

    หลวงพ่อถม ฑีฆายุโก วัดเนินมหาเชษฐ์ เป็นลูกศิษย์หลวงพ่อมุ่ย วัดดอนไร่ อ.สามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี พระเกจิผู้เรืองเวทย์อันโด่งดังของจังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งหลวงพ่อมุ่ยเองท่านเป็นศิษย์หลวงปูศุข ปากคลองมะขามเฒ่า ดังนั้นวัตถุมงคลของท่านเชื่อได้เลยว่าดีทุกอย่าง ดีทุกรุ่น

    วัตถุมงคลที่ท่านปลุกเสกมีหลากหลาย เช่น แหวนนิ้ว รูปหล่อเหมือนห้อยคอและขนาดบูชา พระสมเด็จเนื้องผงผสมว่าฝังตะกรุดสามกษัตริย์และไม่ฝังตะกรุด ท่านปลุกเสกอย่างตั้งใจและปลุกเสกเพียงลำพัง ไม่เคยนำไปเข้าพุทธาภิเษกที่ใดท่านทำของท่านเอง เสกเอง บินเดี่ยว
    เห็นได้ว่าอาจารย์ท่านนี้ เก่งเอาเรื่องอยู่เหมือนกัน ซึ่งได้เรียนวิชามาจาก หลวงน้าคือหลวงพ่อมุ่ย วัดดอนไร่โดยตรง

    ก็อปปี้มาแบบไม่ตัดตอนครับ...(เพื่อความรวดเร็ว

    สวัสดีครับ หลายวันที่ผ่านมาลองอ่านข้อความที่กล่าวถึงวัดอู่ทองปากคลองมะขามเฒ่า อ.วัดสิงห์ จ.ชัยนาท เกี่ยวกับเรื่องการศึกษาวิชาอาคม ศิษย์ที่สืบทอดวิชาโดยตรงทั้งสองท่านรวมถึงท่านอาจารย์มหาโพธิ์ วัดคลองมอญแล้วน่าปลื้มใจที่แม้เวลาที่หลวงปู่ศุขยังดำรงเบญจขันธ์อยู่จะห่างจากเราเกือบร้อยปีแล้วก็ตามยังมีผู้ที่กล่าวถึงและระลึกนับถือท่านจนถึงปัจจุบัน สิ่งที่ผมจะกล่าวถึงต่อไปนี้จะกล่าวถึงลูกศิษย์ที่ไปเรียนวิชากับท่านโดยตรงและมีศิษย์ที่สืบทอดวิชาสายนี้เหมือนกันถือว่าเป็นการเล่าสู่กันฟังเมื่อคิดได้อย่างนี้ก็สุขใจ วันหน้าหากมีเรื่องดี ๆ ที่น่าสนใจก็จะนำมาเล่าให้ฟังกันอีก ขอเริ่มเลยนะครับ
    หลวงพ่อมุ่ย วัดดอนไร่ อ.สามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี ได้เรียนวิชากับหลวงปู่ศุข วัดอู่ทองปากคลองมะขามเฒ่าโดยตรงซึ่งมีหลวงพ่ออิ่ม วัดหัวเขา ฝากฝังไปพิจารณาแล้วจังหวัดสุพรรณฯ กับชัยนาทดูตามแผนที่อยู่ไม่ไกลกันนัก ประกอบกับวิชาอาคมของหลวงปู่ศุขสมัยนั้นกระเดื่องดังไม่ธรรมดาย่อมต้องมีผู้ไปขอเป็นศิษย์เพื่อขอเรียนวิชาจากท่านมากพอควรเลยทีเดียวและการที่หลวงพ่อมุ่ยไปฝากตัวเป็นศิษย์มีผู้ยืนยันได้ว่าเป็นเรื่องจริงและรู้กันทั้งนั้นรวมทั้งในประวัติของท่านที่มีผู้เขียนถึงภายหลังก็มีผู้ยืนยันเรื่องนี้อยู่มากมีการกล่าวกันว่าท่านไปเรียนวิชากับหลวงปู่ศุขโดยไปกับหลวงพ่ออิ่มอาจารย์ท่านโดยพูดกันว่าหลวงพ่อมุ่ยได้วิชามาเล่มครึ่งส่วนหลวงพ่ออิ่มได้มาครึ่งเล่มเนื่องจากหลวงพ่ออิ่มอาวุโสความจำสู้พระหนุ่มไม่ได้จากเรื่องราวดังกล่านี้ยืนยันว่าท่านเรียนวิชามาจริง รวมทั้งมีผู้กล่าวกันว่าหลวงพ่อมุ่ยปลุกเสกพระและเครื่องรางของขลังต่างๆ เคลื่อนไหวได้กระโดดได้นี้จริงมีผู้รับรองและเห็นด้วยตาตนเองและมีชีวิตอยู่เล่าเรื่องให้ฟังมากพอประมาณทั้งอำเภอสามชุก ลูกศิษย์ท่านที่เก่งและน่านับถือสร้างวัตถุมงคลได้เข้มขลังพระบางอย่างเช่นสมเด็จเนื้อผสมว่านฝังตะกรุดสามกษัตริย์ก็มีสร้างคล้ายกับของอาจารย์ของท่านแต่รูปแบบและพิมพ์ทรงแตกต่างออกไปอย่างชัดเจน รวมทั้งปลุกเสกพระและวัตถุมงคลได้ขึ้นและสามารถคัดออกมาได้ว่าวัตถุมงคลดังกล่าวเขียนยันต์ครบถ้วนหรือไม่ขณะท่านปลุกเสกท่านจะหยิบออกทันทีท่านว่าอันนี้ปลุกไม่ขึ้น คำว่า "ขึ้น"ของท่านขอยกตัวอย่างรูปหล่อเหมือนรุ่นแรกที่เรียกว่ากระโดดบาตร เป็นตัวอย่างได้อย่างดี ท่านที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้คือหลวงพ่อถม ฑีฆายุโก วัดเนินมหาเชษฐ์ อ.สามชุก จ.สุพรรณบุรี วัตถุมงคลของท่านเชื่อได้ว่าดีทุกอย่างเหรียญรุ่นแรกเนื้อทองแดงรมดำ ออกวัดทับกระดาษเขาวัง ซึ่งเป็นวัดแรกที่ท่านจำพรรษามีประสบการณ์มากมายจนต้องสร้างเสริมเป็นเนื้อทองแดงกะไหล่ทองอีกครั้ง วัตถุมงคลที่ท่านปลุกเสกเฃ่น แหวนนิ้ว รูปหล่อเหมือนห้อยคอและขนาดบูชา พระสมเด็จเนื้องผงผสมว่าฝังตะกรุดสามกษัตริย์และไม่ฝังตะกรุด ท่านปลุกเสกอย่างตั้งใจและปลุกเสกเพียงลำพัง ไม่เคยนำไปเข้าพุทธาภิเษกที่ใดท่านทำของท่านเองเหรียญบางรุ่นท่านปลุกเสกทั้งเสาร์ห้าและห้าเสาร์หลายครั้งบางรุ่นบางอย่างยังมีให้บูชาที่วัดส่วนตัวของท่านนั้นได้มรณะภาพไปหลายปีแล้ว แต่ของที่มีอยู่ในตู้ที่วัดยืนยันว่าท่านปลุกเสกเองทั้งนั้นอีกทั้งค่าบูชาก็ไม่แพงมากเหมาะสมกับภาวะเศษรฐกิจในปัจจุบัน เท่าที่พบเห็นว่ายังมีอยู่คือพระสมเด็จฝังตะกรุด 2 พิมพ์ทำต่างปีกัน พระรูปเหมือนบูชา เหรียญบางรุ่น เชิญติดต่อที่วัดได้โดยตรงแต่ต้องเดินทางไปที่วัดเองนะครับ ที่นำมาแนะนำนี้เห็นว่าท่านเก่งมากเรียกวิชามาจากหลวงน้าคือหลวงพ่อมุ่ยโดยตรงและไม่เคยเรียนกับใครอีกจะนับว่าท่านเป็นศิษย์สายวัดอู่ทองปากคลองมะขามเฒ่าก็ไม่ผิดนักถือว่าเป็นการเปลี่ยนแนวจากที่เรารู้เราเห็นโดยมองอีกมุมหนึ่งเข้าไปแทนที่จะมองจากจากสืบวิชาโดยตรงลองอ้อมดูบ้างครับถือว่าเป็นการเพิ่มความรู้ด้านนี้ด้วยครับ ระยะหลังมานี้จากบทความที่ลงไปครั้งแรกมีผู้รู้จักสอบถามมาว่าอยากได้พระที่ดีห้อยคอสักองค์จะเลือกอย่างไรประเด็นนี้ผมคงตอบและไม่ได้ข้อสรุปที่ชัดเจนแต่ผมตอบได้อย่างหนึ่งว่าพระเก่งมีเยอะครับและวัตถุมงคลที่แนะนำให้ติดตัวคือหาพระสักองค์ตะกรุดดี ๆ สักดอก ผมว่าพอแล้วในการบูชาติดตัว ส่วนท่านจะสะสมพระเพิ่มเติมก็เป็นสิทธิ์ของท่านครับแล้วแต่ทุนทรัพย์ที่มี ขอยกตัวอย่างนะครับเช่น หลวงพ่อปลอด วัดหัวป่า อ.ระโนด จ.สงขลา,หลวงพ่อเรือง วัดหัววัง อ.ระโนด ,หลวงพ่อคง วัดคลองน้อย อ.ปากพนัง องค์นี้ตาท่านบอดทั้งสองข้างแต่เหรียญท่านประสบการณ์มากจริงและแพงจริงครับ,หลวงพ่อออด วัดบ้านช้าง ลูกศิษย์ท่านห้อยพระสมเด็จองค์เดียวถูกยิงด้วยปืน 11 มม. 3 นัดไม่ออกส่วนที่นั่งมาในรถตายหมดลงหนังสือพิมพ์ไทยรัฐมาแล้วเมื่อปี 2536 เหรียญรุ่นแรกท่านขึ้นหลักหมื่นมานานแล้ว,หลวงตาม่อม วัดโพธิ์งาม ลพบุรี ตะกรุดและพระปิดตาประสบการณ์มาก,ที่กล่าวมานี้เป็นเพียงสังเขปถึงพระเกจิอาจารย์ในแต่ละท้องที่ ก่อนจบขอฝากข้อคิดไว้นิดหนึ่งซึ่งเป็นสิ่งที่ผมมักจะพูดบ่อย ๆ ว่าพระดีไม่จำเป็นต้องแพงที่สำคัญพระนั้นมีคุณภาพหรือไม่ถ้าท่านนำมาบูชาเพื่อหวังพึ่งพุทธคุณก็ไม่ต้องคิดมาก หากจะห้อยไว้โชว์ก็เป็นอีกเรื่องครับ ท้ายสุดนี้ขอขอบคุณ คุณสิทธิ พี่ต่อ พี่อู๊ด ๆ มากครับ

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    พระสมเด็จฝังตะกรุด 3 กษัตริย์ หลวงปู่ถมวัดเนินมหาเชษฐ์ กล่องเดิม เนื้อพระ ราน จากความเก่า

    ให้บูชา 220 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ
    (ปิดรายการ)

    IMG_20260109_120142.jpg IMG_20260109_120203.jpg IMG_20260109_120222.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 9 มกราคม 2026 at 13:05
  10. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    13,961
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1767937786397.jpg FB_IMG_1767937335678.jpg

    หลวงปู่เต้าวางศิลาฤกษ์ไหว้ครูและปลุกเสกเหรียญรุ่นสุดท้าย พร้อมพระบูชาหลวงพ่อแดง 5นิ้ว 9นิ้ว เหรียญหลวงพ่อแดง ด้านล่างเป็นตัวหนังสือภาษาไทย เขียนว่า รุ่นสร้างมณฑป 2535 หลวงพ่อแดง วัดเกาะวังไทร ด้านหลังเป็นรูปหลวงปู่เต้านั้งสมาธิเต็มองค์ มีปืนสั้นไขวักันสองกระบอก เป็นสัญลักษณ์เหมือนหลวงพ่อ แช่มวัดตาก้อง มีตัวหนังสือไทยเขียนว่า วัดเกาะวังไทร อ.เมือง จ.นครปฐม พระครูเกษมนวกิจ หลวงพ่อเต้า เหรียญรุ่นดังกล่าวหลวงปู่เต้าอธิษฐานจิตปลุกเสกเดียวแบบทิ้งทวน ท่านตั้งใจปลุกเสกมาก แม้ว่าในขณะนั้นร่างกายไม่แข็งแรงด้วยความเจ็บป่วย แต่ในขณะที่ท่านนั้งปลุกเสกวัตถุมงคลท่านจะนั้งนิ่งสงบสมาธิจิตแน่วแน่มั่นคง ตั้งใจอธิฐานจิตปลุกเสก ปรากฏว่าไฟฟ้าในกุฎิดับไปเชยๆ โดยไม่มีสาเหตุขณะที่กุฏิออื่นๆสว่างสไหวเป็นปกติ ผู้เขียน อาจารยุทธ เดินทางไปถึงวัดเกาะวังไทรประมาณหนึ่งทุ่มเศษ ปรากฏว่าพอเข้าไปกราบท่านเท่านั้นไฟฟ้าก็สว่างขึ้นมาดป็นปกติ สร้างความมหัศจรรย์เป็นอย่า่งยิ่ง พระหลวงพี่ทั้งสามที่รับใช้ท่านอยู่พูดขึ้นมาว่าหลวงปู่คงจะรอศิษย์ ก่อนหน้านั้นได้ช่วยกันตรวจแก้ไข้ระบบไฟฟ้าที่ขัดข้องภายในกุฏิของหลวงปู่เต้าก็ไม่เห็นว่ามีสิ่งใดผิดปกติจึงเชื่อว่าเป็นอิทธิฤทธิ์ของหลวงปู่เต้า ที่ทำให้ไฟดับ หลังจากนั้นท่านก็เรียกให้ทุกคนไปนั้งล้อมวงถือด้ายสายสิญน์ในมือใครบริกรรมภาวนาอะไรได้ก็ให้ภาวนาไปด้วยเสมือนหนึ่งได้ร่วมพิธีอธิฐานจิตปลุกเสกวัตถุมงคลเครื่องรางของขลังร่วมกับหลวงปู่เต้า ยอดเกจิอาจารย์ผู้มีพลัง จิตตานุภาพลึกล้ำพิสดารและมีวิทยาคมเข้มขลังศักดิ์สิทธิ์ ** ขอขอบคุณข้อมูลจากอาจารย์ยุทธ โตอดิเทพย์**

    นักเขียนคอลัมนิสต์ใช้นามว่า*ชินเขียว* ในนิตยาสารวงการพระเครื่องระดับแนวหน้าฉบับหนึ่งกล่าวถึงหลวงปู่เต้า วัดเกาะวังไทรว่า **หลวงพ่อเต้า วัดเกาะวังไทร ท่านเป็นพระที่เรื่องอาคมแต่ขาดการประชาสัมพันธ์ เพาะหลวงพ่อท่านไม่ต้องการที่จะให้มีการนำประวัติของท่านไปลงให้เป็นที่เอิกเกริก ผมเคยมีเวลาแวะไปนมัสการท่านครั้งหนึ่ง สมณสารูปของท่านน่านับถือมาก** ทรรศนะดังกล่าวทำให้ อาจารยุทธ คำนึงถึงคำพูดของท่าน เจ้าคุณนรรัตน์ราชมานิตย์ หรือ ท่านธมมวิตกโก พระอริยสงฆ์แห่งวัดเทพศิรินทร์กล่าวไว้ว่า *ของจริงนิ่งเป็นใบ้ ของพูดได้ของไม่จริง* ปฏิปทาของหลวงปู่เต้าสอดคล้องกับคำพูดดังกล่าวทุกประการ หลวงปู่เต้าเป็นพระ สมถะ สันโดษ พูดน้อย ถ่อมตน สังวรอยู่ในศีล จะพูดในสิ่งที่ควรพูดเท่านั้นไม่มีการพูดคุยฟุ้งเพ้อเจ้อโอ้อวด แม้ท่านพูดน้อยแต่ก็มีอารมณ์ดีมีเมตตาอยู่เสมอเป็นพระที่มีความสำรวมเห็นแล้วเกิดความเลื่อมใสศรัทธรา เพาะเป็นบุคลิกของพระสงฆ์ที่เป็นพระเกจิอาจารย์จริงๆเวลาที่ท่านได้รับได้รับนิมนต์ไปนั้งปรกปลุกเสกวัตถุมงคล หลวงปู่เต้าจะไปก่อนพิธี นั่งพักผ่อนอยู่ในที่รับรองพระเกจิอาจารย์ ท่านจะไม่ยอมไปนั้งแถวหน้าๆเพาะเคารพในความอาวุโสของพระเกจิอาจารย์รูปอื่นๆ หรือเมื่อนิมนต์ให้ท่านเป็นประธานจุดเทียนชัย ดับเทียนชัยหรือประธานในพิธีปลุกเสกวัตถุมงคลถ้าท่านทราบว่ามีพระเกจิอาจารย์ที่มีพรรษาสูงกว่า หรือเป็นพระเกจิอาจารย์ที่อาวุโสกว่าท่านจะปฏิเสธ พร้อมทั้งบอกเจ้าพิธีให้นิมนต์พระเกจิอาจารย์อาวุโสดังกล่าว ** ขอขอบคุณข้อมูลจากอาจารย์ยุทธ โตอดิเทพย์**

    พระอาจารย์ที่หลวงปู่เต้าได้ร่ำเรียนวิชา
    หลวงปู่เต้าได้ร่ำเรียนสรรพวิทยาด้านพุทธาคม กับหลวงพ่อแช่ม วัดตาก้อง
    เพียงองค์เดียวเท่านั้น เพราะท่านคิดว่า หลวงพ่อแช่มเพียงองค์เดียวก็เกินพอแล้ว
    ประวัติโดยสังเขปขอลหลวงพ่อแช่ม วัดตาก้อง
    ท่านเกิดเมื่อประมาณปี พ.ศ. ๒๔๐๐ มีถิ่นกำเนิดเป็นชาวตำบลตาก้อง อยู่นเขตอำเภอเมืองนครปฐม จัึงหวัดนครปฐม ชีวิตในนวัยหนุ่มชอบท่องเที่ยวไปอย่างคึกคะนอง กระทั่งอายุครบบวช จึงบรรพชาอุปสมบมที่วัดพเนียงแตก มีพระครูอุตตรการบดี ( ทา ) เป็นพระอุปัชฌาย์ หลวงพ่อทา วัดพะเนียงแตก เป็นสุดยอดของพระเกจิอาจารย์เรืองเวทวิทยาคมในยุคนั้น หลวงพ่อแช่มจึงได้รับการถ่ายทอดวิชาความรู้ต่างๆ มากมายโดยเฉพาะการเจริญกัมมัฏฐานตามแบบโบราณจารย์ หลังจากได้รับการถ่ายทอดมหาพุทธคมต่างๆแล้ว ท่านจึงงได้ไปจำพรรษาที่วัดตาก้อง และได้ออกเดินธุดงควัตร ไปนมัสการพระปฐมเจดีย์ พระแท่นดงรัง พระพุทธบาทสระบุรี กระทั่งไปนมัสการพระเจดีย์ชะเวดาก้อง ได้ศึกษาวิชาความรู้ เพิ่มเติมจากครูอาจารย์ทั้งบรรพชิตและฆราวาส ทั้งชาวไทย พม่า กะเหรียง มอญ เขมรเมื่ออายุพรรษามากขึ้นกายสังขารไม่เอื้ออำนวยแล้ว ท่านจึงอธิษฐานจำัพารรษาอยู่ที่กุฎิไม้ หลังคามุงจาก ข้างอุโบสถวัดตาก้องเป็นพระลูกวัดธรรมดา ทีไม่ธรรมดา เพราะมีลูกศิษย์ลูกหาเลื่อมใสศรัทาไปมาหาสู่ท่านเป็นประจำ ศิษย์เอกของท่านที่ภยหลังได้เป็นพระเกจิอาจารย์ที่โด่งดัง ได้แก่ หลวงพ่อเต๋ คงทอง วัดสามง่าม หลวงพ่อแดง วัดเขาบนไดอิฐ หลวงพ่อแล วัดพระทรง หลวงพ่อเต้า วัดเกาะวังไทร

    ขอสังเกตุได้ประการนึงว่าคาถาอาคมของหลวงพ่อแช่ม วัดตาก้อง มีที่มาชัดเจนไม่ผิดเพี้ยนอย่างเช่น ท่านมักจะเขียนตัวหนังสือขอมเป็นอักขระยันต์ว่า อุแว มีผู้อธิบายว่าคำว่า อุ แว พระคาถา 2ตัวนี้ เป็นพระคาถา ทางเมตตามหานิยม อุ เป็นตัวแรกของพระคาถาที่ว่า อุเมตตาจะมหาราชา สัพพะเสน่หาจะปูชิโต ส่วนคำว่า แว นั้นมาจากคำว่า เว ทั้งนี้มีศิษย์หลวงพ่อแช่ม อายุร้อยกว่าปี ได้เรียนวิชากับหลวงพ่อแช่ม และเคยถามหลวงพ่อแช่มว่า ทำไมหลวงพ่อชอบคำว่า แว ทำไมไม่เขียนคำว่า เว หลวงพ่อแช่มตอบว่า เว กับ แว เป็นตัวเดียวกัน เป็นการเรียนวิชามูลกัจจายน์ ซึ่งมาจากพระคาถาพระเจ้าสิบชาติและพระคาถาในคัมภีร์มูลกัจจายน์รัตนมาลา เรื่องนั้นนี้แสดงให้เห็นถึงอัจฉริยะของหลวงพ่อแช่ม วัดตาก้องที่มีความรอบรู้จริงในเรื่องของคาถาอาคม หรืออย่างหัวใจต่างๆ ที่ปรากฏอยู่ในวัตถุมงคลของท่านก็มีที่มา เช่นเหรียญหลวงพ่อแช่ม พิมพ์พัดพุดตานที่เรียกว่า 16แฉก ยันต์หลังเหรียญรุ่น1 ด้านหน้า คำว่า นะ บนฝ่ามือ และ อะ บิเวณหน้าอกของหลวงพ่อแช่ม วัดตาก้อง มีความหมายดังนี้ นะ บนฝ่ามือ เป็นยันต์ตัวแรกของ พระคาถามหาอุด คือ นะอุดตะรัง อุตตะรังมิจจะ นะอย่า อย่านะ วิหารังปิด อุทธัง อัทโธ ส่วนตัว อะ บริเวณหน้าอก เป็นยันต์ตัวแรกของพระคาถาปืนแตก คือ อะนิทัสสะนะอัปปฎิ (ลั่นไกมิได้) อะนิทัสสะนะอัปปฎิฆา (ลูกมิออกจากลำก้อง) อะนิทัสสะนะอัปปฏิฆายะ (ลำกล้องแตก) พระคาถาดังกล่าวนี้หลวงปู่เต้าจะนำมาใส่ไว้ที่เหรียญรูปเหมือนของท่านหลายรุ่นด้วยกัน ด้วยความเชื่อมั่นในฤทธิ์อำนาจของพระคาถาและอีกขระเลขยันต์ศักดิ์สิทธิ์ตามแบบฉบับของหลวงพ่อแช่ม วัดตาก้องผู้เป็นบูรพาจารย์ ** ขอขอบคุณข้อมูลจากอาจารย์ยุทธ โตอดิเทพย์**

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    เหรียญรุ่นสุดท้ายปลุกเสกทิ้งทวนหลวงพ่อแดง หลวงพ่อเต้าวัดเกาะวังไทร

    ให้บูชา 150 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ


    IMG_20260109_124721.jpg IMG_20260109_124743.jpg
     
  11. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    13,961
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1716562926271.jpg

    ค่ายนรก.......

    ถ้าใครที่เคยไปกราบหลวงปู่สนธิ์และให้ท่านจารหัวหรือจารวัตถุมงคลท่านมักจะบอกหลังจารเสร็จว่า ต่อให้ระเบิด ปืนกล เอ็มสิบหกก็มาเลยไม่มีทางทำอะไรได้

    ถ้าใครที่ได้เคยไปกราปหลวงปู่สนธิ์ บอกได้เลยว่าจะเกิดความศรัทธาตั้งแต่ครั้งแรกที่พบเจอและจะรักในตัวของท่าน

    หลวงปู่สนธิ์เป็นพระที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ อยู่อย่างเรียบง่ายสมถะ เมตตาลูกศิษย์ทุกคน ไม่โอ้อวดในวิชาอาคม ชอบสอนให้ปล่อยวางอย่าไปยึดติดอะไรมากมาย เพราะท่านเป็นแบบนี้จึงมีลูกศิษย์เลื่อมใสศรัทธาท่านทั่วประเทศ...
    ใครที่เคยไปกราปท่านจะรู้ดีว่าท่านเก่งมากแค่ไหน และทุกวันนี้ท่านก็ยังคงคุ้มครองปกปักรักษาลูกศิษย์อยู่เสมอ
    ศรัทธาอยู่ในหัวใจ

    ประวัติพระครูประภัสร์วุฒิคุณ หลวงปู่สนธิ์ ประภัสร์สะโร
    พระครูประภัสร์วุฒิคุณ ฉายา ประภัสสะโร สังกัด วัดทุ่งพระ ต.ท่าเกษม อ.เมือง จ.สระแก้ว
    ชื่อเดิมนายคำสนธิ์ ภูมิชิน เกิดวันที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ.2471 สถานที่เกิด บ้านเนินบก ต.นนทรีย์ อ.กบินทร์บุรี
    จ.ปราจีนบุรี เป็นบุตรของ คุณพ่อยัง คุณแม่แสน ภูมิชิน มีพี่น้องทั้งหมด 7 คน มีรายนามดังนี้
    1.หลวงปู่สนธิ์ ประภัสร์สะโร เป็นบุตรคนแรก ,2.นายส่าน ภูมิชิน ,3.นางสำราญ ภูมิชิน ,4.นางอาน อ่อนประดา
    5.นายเสน่ห์ ภูมิชิน ,6.นายไฉน ภูมิชิน ,7.นายถนอม ภูมิชิน
    อุปสมบทเมื่อวันที่ 5 เมษายน พ.ศ.2491 ณ วัดนูประสาทวราวาส(หนองป่าตอง) ต.นนทรีย์ อ.กบินทร์บุรี
    จ.ปราจีนบุรี โดยมีท่านเจ้าคุณพระธรรมสันทัศกาจารย์ อดีตเจ้าคณะจังหวัดปราจีนบุรี เป็นพระอุปัชฌาย์
    พระปลัดโสภา เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และ พระเจ้าอธิการสุรินทร์ เป็นพระอนุสาวนาจารย์
    วิทยฐานะทางการศึกษา
    - วุฒิสามัญ ชั้น ป.4
    - วุฒินักธรรม นธ.เอก
    ตำแหน่งการปกครอง
    - พ.ศ.2495 เป็นเจ้าอาวาสวัดหนองป่าตอง
    - พ.ศ.2511 เป็นเจ้าอาวาสวัดทุ่งพระ
    - พ.ศ.2526 เป็นรองเจ้าคณะตำบลท่าเกษม
    - พ.ศ.2528 เป็นพระอุปัชฌาย์
    - พ.ศ.2539 เป็นเจ้าคณะตำบลท่าเกษม
    - พ.ศ.2551 เป็นเจ้าคณะตำบลกิตติมศักดิ์ตำบลท่าเกษม ตลอดมา
    สมณะศักดิ์
    - พ.ศ.2518 เป็นเจ้าอาวาสวัดราษฎร์ชั้นตรี
    - พ.ศ.2524 เป็นเจ้าอาวาสวัดราษฎร์ชั้นโท
    - พ.ศ.2534 เป็นเจ้าอาวาสวัดราษฎร์ชั้นเอก

    เมื่อครั้งวันแรกหลวงปู่สนธิ์ว่าจะบวชแค่ 3 วัน แต่แล้วครั้งนั้นมีหลวงพ่อจาดวัดบางกระเบาท่านได้ทำนายเอาไว้ว่า หลวงปู่สนธิ์ จะครองสมณะคาจีวรจนถึงวาระสุดท้ายของฃีวิต สมัยเมื่อครั้งยังเป็นพระหนุ่มๆช่วงนั้นท่านได้ทำการออกธุดงตามแถบชายแดนแถบป่าใหญ่ของประเทศเพื่อนบ้านซึ่งสมัยนั้นถ้าไม่เก่งจริงคงไม่มีใครกล้าเข้าป่าแน่นอนเพราะอันตรายทั้งเรื่องใข้ป่า เรื่องสัตว์ดุร้ายและเรื่องสู้รบของเพื่อนบ้านมีเสียงปืนเสียงระเบิดดังสนั่นไม่เว้นแต่ละวัน ท่านได้ธุดงเป็นเวลานานหลายปีจนแก่กล้าวิชาอาคม ถ้าใครที่เคยไปกราบหลวงปู่สนธิ์และให้ท่านจารหัวหรือจารวัตถุมงคลท่านมักจะบอกหลังจารเสร็จว่า ต่อให้ระเบิด ปืนกน เอ็มสิบหกก็มาเลยไม่มีทางทำอะไรได้ หลวงปู่สนธิ์ท่านมีความเมตตาสูงไม่ยึดติด ใครไปหาท่านก็เมตตาช่วยทุกคนแม้กระทั่งเด็กเล็กยันถึงคนแก่เฒ่า ท่านไม่เคยเรียกร้องเงินแม้แต่สตางค์เดียว สมัยก่อนจะมีคนไปให้ท่านช่วยรักษาโรคภัยใข้เจ็บอยู่บ่อยๆและมีคนบอกว่าท่านเป็นหมอเทวดาท่านเก่งเรื่องรักษาการต่อกระดูก ต่อชะตา เมตตามหานิยม การค้าขายและยังเก่งในเรื่องวิชาอาคมสายเหนียว มหาอุต ท่านได้ทำการเขียนตารายันต์ต่างๆขึ้นมาด้วยมือท่านเองรวมเล่มครบทุกสายก็ว่าได้ หลวงปู่สนธิ์ท่านยังได้ร่ำเรียนวิชาจากหลวงพ่อทองวัดสระแก้วจนสำเร็จแก่กล้าวิชา เมื่อครั้นมีคนไปกราปไหว้หลวงพ่อทอง หลวงพ่อทองท่านจะพูดว่าถ้าท่านไม่อยู่ก็ให้ไปหาหลวงปู่สนธิ์ เพราะหลวงปู่สนธิ์มีดีครบทุกอย่างแล้ว หลวงปู่สนธิ์ท่านเป็นพระที่ไม่อยากออกสื่อไม่ชอบวุ่นวายไม่อยากดัง ไม่ค่อยให้ใครถ่ายรูป และไม่ค่อยให้ใครมาถูกเนื้อต้องตัวท่าน เราเลยไม่ค่อยจะได้เห็นรูปภาพท่านสมัยหนุ่มๆจนถึงสมัยอายุช่วง 84 ปี จึงไม่ค่อยมีใครรู้จักท่านนอกจากคนพื้นที่เท่านั้นที่รู้ว่าท่านเก่ง และหลังจากอายุปี 84 เป็นต้นมาท่านจึงเริ่มค่อยแผร่บารมีท่านยอมให้ถ่ายรูปยอมออกรับกิจนิมนต์พุทธาภิเษก และยอมให้จัดสร้างวัตถุมงคลเพื่อเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของศิษยานุศิษย์ วัตถุมงคลของท่านได้เกิดประสบการณ์ขึ้นหลายอย่างช่วยผ่อนหนักเป็นเบาช่วยให้แคล้วคลาดปลอดภัย คนที่มีไว้ใช้แล้วเกิดประสบการณ์กับตัวเองจึงบอกปากต่อปากทำให้คนอยากได้คุ้มครองตัวเองจึงมีการเก็บสะสมในวงกว้างขึ้น หลังจากนั้นบารมีท่านก็แผร่กระจายอย่างรวดเร็วมีลูกศิษย์เพิ่มมากขึ้นและท่านก็มีชื่อเสียงดังไกลทั่วประเทศ นับได้ว่าท่านเป็นสุดยอดเกจิของเมืองไทยอีกรูป ลูกศฺษย์มักจะพูดว่าท่านคือ “เพชรน้ำเอกแห่งทิศบูรพา” หลวงปู่สนธิ์ท่านได้สร้างความดีเอาไว้เยอะมากมาย เมตตาแก่ลูกศิษย์ทุกคน จึงทำให้ลูกศิษย์ศรัทธาเลื่อมใสตลอดมาและเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และท่านก็มาถึงวาระสุดท้าย หลวงปู่สนธิ์ ท่านได้ละสังขารลงอย่างสงบได้วัยชรา ท่านมรณะภาพเช้าวันที่ 12 พค.2560 ด้วยท่านั่งโน้มตัวไปด้านหน้าโดยมีกระโถนรองรับตรงหน้าอกศรีษะเกือบจรดพื้น ท่านมรณะภาพด้วยวัย 89 ปี 69 พรรษา ซึ่งเป็นไปตามคำทำนายของหลวงพ่อจาดทุกประการ.....หลวงปู่สนธิ์ท่านได้ทิ้งคุณงามความดีไว้ให้ศิษยานุศิษย์จดจำตลอดไป
    “เพชรน้ำเอกแห่งทิศบูรพา”
    หลวงปู่สนธิ์ ประภัสร์สะโร

    ประวัติ คำว่า ค่ายนรก ในสมัยที่หลวงพ่อมาอยู่วัดทุ่งพระ ราวๆปี พ.ศ. 2500 ในตอนนั้นวัดทุ่งพระยังเป็นที่พักสงฆ์ และยังเป็นป่า เป็นดง ที่สำคัญบ้านทุ่งพระและวัดจะเป็นแหล่งชุมนุมของบรรดา เสือ ปล้น ฆ่า ทั้งหลาย เมื่อก่อคดีแล้วก็จะหลบมาอาศัยอยู่ในหมู่บ้าน และวัด เพื่อหลบเจ้าหน้าที่บ้านเมือง เวลาวัดจัดงาน ก็จะมีการยิงกันตาย ฆ่ากันตายเป็นประจำ หลวงพ่อท่านพูดกับตัวเองว่า เรามาอยู่นี่ มันวัด หรือ นรก กันแน่ จะว่าเป็นวัดก็มีแต่โจรมาชุมนุมกัน ท่านต้องต่อสู้กับบรรดาคนเหล่านี้ อยู่หลายปี กว่าจะเป็นวัดโดยสมบูรณ์ นับแต่นั้นมา ท่านเลยให้ฉายาวัดของท่าน ว่า ค่ายนรก สาธุ #เครดิต พระอธิการวัชรินทร์ กัลยาโณ เจ้าอาวาสวัดทุ่งพระ

    ขอบคุณท่านเจ้าของหมดความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    รูปหล่อรุ่น ๓ หลวงปู่สนธิ์

    ให้บูชา 400 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20240525_003733.jpg IMG_20240525_003757.jpg IMG_20240525_003825.jpg
     
  12. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    13,961
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1767947742313.jpg

    หลวงปู่คร่ำ ยโสธโร หรือพระมงคลศีลาจารย์ ...ชาวบ้านทั่วไปเรียกนามท่านว่า “ท่านพ่อคร่ำ” ท่านมีอายุ 100 ปีบริบูรณ์ พรรษา 80 นับเป็นพระเถระที่มีพรรษาสูงสุดของเมืองไทย
    ธรรมะคำสอนสำคัญก็คือ “ทำให้ดู อยู่ให้เห็น”
    “ท่านพ่อคร่ำ”...วัดวังหว้า อำเภอแกลง จังหวัดระยอง ถือว่าเป็นหนึ่งในพระเกจิอาจารย์ที่ได้รับความนิยม...เป็นที่ศรัทธาของมหาชนทั่วฟ้าเมืองไทย โดยเฉพาะชาวทะเลตะวันออก

    หลวงปู่มีนามเดิมว่า “คร่ำ” นามสกุล “อรัญวงศ์” เกิดเมื่อวันพุธ แรม 10 ค่ำ เดือน 11 ปีระกา ตรงกับวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ.2440 ที่บ้านวังหว้า ตำบลวังหว้า อำเภอแกลง จังหวัดระยอง โยมบิดาชื่อนายครวญ อรัญวงศ์ โยมมารดาชื่อ นางต้อย อรัญวงศ์ เป็นบุตรคนโต มีน้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน 3 คน เป็นชาย 2 หญิง 1 เมื่อครั้งเยาว์วัย อายุได้ 11 ขวบ...บิดานำไปฝากวัดวังหว้าเพื่อรับการศึกษาตามประเพณีนิยมสมัยนั้น กล่าวคือเรียนอักษรสมัยในแบบ ปฐม ก กา และศึกษาหนังสือขอมจนมีความสามารถอ่านเขียนได้เป็นอย่างดี

    อายุครบ 20 ปี ได้อุปสมบท ในวันจันทร์ แรม 7 ค่ำ เดือน 7 ปีมะเส็ง ตรงกับวันที่ 11 มิถุนายน 2460 ได้รับฉายาว่า “ยโสธโร” แปลว่า ...ผู้ทรงไว้ซึ่งยศ โดยมีพระครูสังฆการบูรพทิศ (ปั้น อินทสโร) เป็นพระอุปัชฌาย์

    “หลวงปู่คร่ำ”...ได้มรณภาพในวันจันทร์ ขึ้น 2 ค่ำ เดือน 1 ปีฉลู ตรงกับวันที่ 1 ธันวาคม 2540 เวลา 14.20 น. ด้วยอาการสงบ ณ โรงพยาบาลสมิติเวชศรีราชา รวมอายุได้ 100 ปี 41 วัน

    วิชาร่ำเรียนสั่งสม จนได้ชื่อว่าเป็นพระนักปฏิบัติ อีกทั้งยังตั้งใจศึกษาพระธรรมวินัยจนสอบได้ประโยคนักธรรมโท บวกกับความเพียรพยายามค้นคว้าตำรับตำราวิชาการต่างๆ แล้วก็ได้เดินทางไปฝากตัวเป็นศิษย์เพื่อเล่าเรียนพระกรรมฐานและวิทยาคุณกับหลวงพ่อโต วัดเขาบ่อทอง หรือวัดเขาชากโดน

    หนึ่งในพระอาจารย์ดังในด้านสมถะ วิปัสสนากรรมญาณ มีจิตตานุภาพ วิทยาคมเข้มขลัง เป็นที่เล่าลือกันมากในยุคสมัยนั้น ครั้นเล่าเรียนสำเร็จตาม ความมุ่งหมายใจปรารถนาได้กราบลาอาจารย์ออกจาริกธุดงค์เพื่อทดสอบกำลังใจ ฝึกฝนจิตให้ก้าวหน้า ใช้เวลาอยู่นานพอสมควรก็กลับวัดวังหว้า
    คำสอน “หลวงปู่คร่ำ”...ตราตรึงอยู่ในใจผู้ฝักใฝ่ในธรรม ยึดมั่นถือมั่นในหลักคุณธรรมแห่งความดีงาม ภายใต้ร่มกาสาวพัสตร์ท่านได้ปฏิบัติตนเป็นผู้สำรวมในศีลอย่างยิ่งยวด เป็นตัวอย่างที่ดีให้กับเหล่าบรรดาศิษย์หลากหลายสาขาอาชีพ...หลากหลายฐานะ ได้ยึดถือปฏิบัติเป็นตัวอย่าง

    “มนต์ หลวงปู่เฮี้ยน” หนึ่งในเรื่องเล่าลือเกี่ยวกับความศักดิ์สิทธิ์ ย้อนไปราว 24 ปีที่แล้ว ยุคสมัยที่รัฐบาลจะตั้งกระทรวงแรงงานฯขึ้นมาใหม่ จำเป็นต้องมีเจ้ากระทรวง บรรดา ส.ส. ผู้ทรงเกียรติก็ต่างตั้งความหวังที่จะได้เป็นเจ้ากระทรวงใหม่นี้กันสักครั้ง ก่อนหน้าที่จะมีการประกาศรายชื่อไม่กี่วัน นายเสริมศักดิ์ การุณ ส.ส.ระยอง กับ นายไพฑูรย์ แก้วทอง ส.ส.พิจิตร ก็ได้พากันไปกราบหลวงปู่คร่ำ ให้....หลวงปู่ฯเจิมหน้าผาก รดน้ำมนต์ เป่ากระหม่อม หลังจากนั้น...ไม่กี่วัน หนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ไทยรัฐก็พาดหัวข่าวหน้าหนึ่งเลยว่า “มนต์หลวงปู่เฮี้ยน...” ปรากฏว่า ส.ส.ทั้งสองท่านได้เป็นรัฐมนตรี

    อีกเรื่อง...ครั้งหนึ่งในการแต่งตั้งอธิบดีกรมตำรวจ มรสุมชีวิต พล.ต.อ.ประทิน สันติประภพ รุมเร้า ก็ได้ไปรดน้ำมนต์ เป่ากระหม่อมเช่นกัน ปรากฏว่า...เมื่อผลการแต่งตั้งออกมาได้ตำแหน่งมาจริงๆอย่างไม่น่าเชื่อ “มนต์หลวงปู่เฮี้ยน...” ก็ยิ่งเฮี้ยนเข้าไปใหญ่ ตอกย้ำบารมี ความศรัทธายิ่งนัก

    ใครๆต่างก็รู้กันว่าหลวงปู่คร่ำ...เป็นพระที่มีจิตใจเมตตาแก่ผู้ตกทุกข์ได้ยาก โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคกระดูกเรื้อรัง ท่านจะใช้น้ำมันมนต์รักษา...คนที่ขา แขน กระดูกส่วนอื่นหัก ต่อให้หายมาแล้วมากมาย

    หลวงปู่คร่ำเป็นพระสงฆ์ร่วมยุคพระอาจารย์ทิม ธัมมธโร วัดช้างให้, หลวงปู่ศรีจันทร์ วัดเลยหลง จ.เลย, หลวงปู่ม่น วัดเนินตามาก อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี, หลวงปู่บุดดา วัดกลางชูศรีเจริญสุข, หลวงพ่อ แพ วัดพิกุลทอง จ.สิงห์บุรี, หลวงพ่อเกษม เขมโก จ.ลำปาง, หลวงปู่จู วัดเขียนเขต จ.ปทุมธานี

    เกจิเชี่ยวชาญวิทยาคม วัตถุมงคลที่โด่งดัง ได้รับความนิยม อาทิ ผ้ายันต์พัดโบก ผ้ายันต์แม่ทัพ น้ำมันนเรศวรออกศึก น้ำมันจอมพล ตะกรุด เหรียญ พระเครื่องรุ่นต่างๆ

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    พระผงรูปเหมือนผสมเกศาหลวงปู่คร่ำ ปี ๒๕๓๖ ชุด ๒ องค์ เกศาหลวงปู่ มีให้ เห็น ในเนื้อ องค์พระ ชัดเจน

    ให้บูชา 200 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260109_151635.jpg IMG_20260109_151705.jpg
     
  13. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    13,961
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1768019957086.jpg 1768020032354.jpg


    เรื่องเล่าสามอริยะเจ้า หลวงปู่โต๊ะ หลวงปู่แหวน หลวงปู่เกษม
    หลวงปู่โต๊ะและหลวงปู่เกษม
    ในวงการพระเครื่องจะรู้จักพระปิดตาปลดหนี้ขององค์หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี เป็นอย่างดีที่มีพุทธคุณสูงมีการเช่าบูชาต่อกันในราคาเรือนแสน
    แต่ความบริสุทธิ์ขององค์หลวงปู่โต๊ะ มักจะไม่ทราบกัน เมื่อราวพ.ศ.2518 หลวงปู่โต๊ะ ได้รับนิมนต์ไปงานพุทธาภิเษก ณ วัดนางเหลียว อ.เกาะคา จ.ลำปาง
    องค์หลวงปู่เกษม เขมโก ได้เข้าไปกราบหลวงปู่โต๊ะ และนั่งข้างล่างธรรมาสน์ตลอดเวลาในพิธีพุทธาภิเษก
    ซึ่งหลวงพ่อเกษมได้บอกกับลูกศิษย์ใกล้ชิด ที่ติดตามหลวงปู่โต๊ะ องค์ที่นั่งปรกอยู่ข้างบนว่า...
    “เราไหว้องค์นี้เพียงองค์เดียวก็พอแล้ว”
    หลวงปู่โต๊ะและหลวงปู่แหวน
    อ.เบิ้ม(สุวัฒน์ พบร่มเย็น) ศิษย์ใกล้ชิดองค์หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี ได้เล่าว่า
    อ.เบิ้มมักนำพระเครื่องต่างๆไปขอเมตตาหลวงปู่โต๊ะอธิษฐานจิตซ้ำอีก และทุกครั้งหลวงปู่โต๊ะก็เมตตาอธิษฐานจิตให้
    แต่จะมีพระเครื่องของพระองค์หนึ่ง ที่หลวงปู่โต๊ะจะไม่ยอมอธิษฐานจิตซ้ำให้ นั่นคือ พระเครื่องขององค์หลวงปู่แหวน สุจิณโณ วัดดอยแม่ปั๋ง
    ซึ่งอ.เบิ้ม ย้ำว่าเป็นองค์เดียวจริงๆ
    และหลวงปู่โต๊ะได้เคยเล่าถึงการการสนทนาทางจิตกับหลวงปู่แหวน เรื่องการฝากให้หลวงปู่แหวน ดูแลในหลวงรัชกาลที่ 9 เพราะธาตุขันธ์หลวงปู่โต๊ะไม่ไหวแล้ว และหลวงปู่โต๊ะได้ละสังขารก่อนหลวงปู่แหวน
    น้อมกราบพระอริยะเจ้าทั้งสามองค์

    พระสมเด็จวัดพลับพลารุ่นปี ๒๕๑๕ ด้านหลังปั๊มหมึกแดง ซึ่งสร้างเพื่อแจกในงานวางศิลาฤกษ์อุโบสถเมื่อวันที่ ๔-๕ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๑๕ ปลุกเสกโดยหลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม โดยเฉพาะส่วนที่เหลืออยู่กับวัดนี้ได้นำเข้าพิธีปลุกเสกเพิ่มเติมหลายครั้ง เช่น พิธีปี ๒๕๑๖ อันมีคณาจารย์ยุคนั้นมาร่วมเป็นอันมาก หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลีก็มา รวมทั้งนำเข้าพิธีพระผงรัตนเกษม ที่สุสานไตรลักษณ์ด้วย พระสมเด็จชุดนี้จึงมีทั้งหลวงพ่อเงิน, หลวงปู่โต๊ะ และหลวงพ่อเกษมร่วมปลุกเสก องค์นี้เนื้อขาวว่ากันว่าเป็นผงบางขุนพรหมปี ๐๙ ร่วมด้วยทั้งมวลสารและอาจารย์แต่ละท่ามาปลุกเศก

    สมเด็จวัดพลับพลา ปี ๒๕๑๕
    ปลุกเสกโดยคณาจารย์แห่งยุค อาทิเช่น
    - หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี
    - หลวงพ่อเกษม เขมโก
    - หลวงพ่อวัดดอนตัน จ.น่าน
    - หลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม
    - หลวงปู่เก๋ วัดปากน้ำ

    มวลสารสมเด็จบางขุนพรหมปี ๐๙
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ให้บูชา 650 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    FB_IMG_1768020133410.jpg FB_IMG_1768020136406.jpg FB_IMG_1768020141479.jpg
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  14. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    13,961
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1768121359410.jpg get_auc1_img (40).jpeg
    เหรียญสมเด็จหลวงปู่ทวด หลวงพ่อเล็ก วัดสันติคีรีศรีบรมธาตุ (วัดเขาดิน)จ.กาญจนบุรี รุ่นงานปิดทองลูกนิมิต ปี 2514
    รายนามเกจิรวมปลุกเสก
    1 สมเด็จสังฆราชปุ่น เป็นประธาน
    2 หลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม
    3 หลวงพ่อหัง วัดเหนือ
    4 หลวงพ่อยอม วัดหนองขาว
    5 หลวงพ่อนารถ วัดศรีโลหะ
    6 หลวงพ่อเเน่น วัดหนองขาว
    7 หลวงพ่อเล็ก วัดเขาดิน ...

    หลวงพ่อเล็ก วัดเขาดิน (วัดสันติคีรีศรีบรมธาตุ) กาญจนบุรี
    ครูบาอาจารย์ผู้ทรงสรรพวิชาและพลังจิตลึกล้ำ

    #ประวัติ

    หลวงพ่อเล็ก วัดเขาดิน หรือ พระครูภาวนาวกิจ (เปรมสีโล) อดีตเจ้าอาวาสวัดสันติคีรีศรีบรมธาตุ กาญจนบุรี ท่านเกิดเมื่อวันที ๒๐ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๒ แต่ไม่ปรากฏชื่อโยมบิดาและโยมมารดาของท่านว่าชื่ออะไร หลวงพ่อท่านเป็นพระเกจิยุคหลังปี พ.ศ. ๒๕๐๐ ที่โด่งดังของเมืองกาญจนบุรีอีกรูปหนึ่ง

    ปี พ.ศ. ๒๔๘๖ เมื่อหลวงพ่อเล็กมีอายุได้ ๑๔ ปี ซึ่งขณะนั้นอยู่ในช่วงที่เกิดสงครามโลกครั้งที่ ๒ ทำให้ครอบครัวของท่านต้องลำบาก หลวงพ่อต้องลาออกจากโรงเรียนมาช่วยพ่อแม่ทำงานอยู่ระยะหนึ่ง

    ครั้นปี พ.ศ. ๒๔๘๙ หลวงพ่อมีอายุได้ ๑๗ ปี ท่านได้ออกจากบ้านไปฝึกช่างเชื่อมโลหะที่กรุงเทพฯ เป็นอยู่ได้ประมาณ ๑ ปีเศษ และได้มีโอกาสเป็นครูช่างฝึกสอนนักเรียนโรงเรียนการช่างที่ กรุงเทพฯ

    สนใจพุทธศาสนาและไสยเวทย์

    ในระหว่างที่ประกอบอาชีพเป็นครูช่างอยู่นั้นท่านได้สนใจศึกษาพุทธศาสนาทางไสยศาสตร์ควบคู่กันไป โดยอาจารย์คนแรกของท่านเป็นฆราวาสชื่อว่าอาจารย์ทองสุก ไม่ทราบนามสกุล เป็นคนบ้านกล้วย จังหวัดราชบุรี

    #อาจารย์ฆราวาสทองสุก บ้านกล้วย ราชบุรี
    อาจารย์ของหลวงพ่อเล็ก วัดเขาดิน
    อาจารย์ทองสุก เป็นทหารสนิทของเสด็จในกรมหลวงชุมพรฯ และเคยติดตามกรมหลวงไปวัดปากคลองมะขามเฒ่า วิชาที่อาจารย์ทองสุกเชี่ยวชาญคือวิชาจับผีไล่ผี

    ในปี พ.ศ. ๒๔๙๓ ท่านมีอายุครบ ๒๑ ปี ท่านต้องเข้ารับราชการทหาร ครั้นเมื่อท่านจับได้ใบดำ ไม่ต้องเป็นทหาร ท่านจึงเอาเวลามุ่งไปทางไสยเวทย์ที่ท่านสนใจอยู่ ท่านได้พยายามสืบเสาะหาพระเกจิอาจารย์ชื่อดังเพื่อน้อมนำเป็นลูกศิษย์ศึกษาพระเวทย์ตามความคิดและความต้องการของท่าน

    พบอาจารย์ผู้แก่กล้า

    ทำให้ท่านได้พบกับพระอาจารย์ชื่อดังแห่งยุค สมญานามว่า ผู้ชนะสิบทิศ คือพระอาจารย์ทองดี อุชัยอังกุโร แห่งวัดท่าเกวียน อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี

    หลวงพ่อเล็กได้กราบและขอบวชเป็นศิษย์ท่าน เพื่อขอเล่าเรียนวิชาอาคมกับท่าน โดยพระอาจารย์ทองดี นั้นได้รับสมญานามว่าผู้ชนะสิบทิศ เพราะว่า มีอยู่คราวหนึ่งที่วัดชนะสงครามฯ ได้จัดให้มีการแข่งขันพระเกจิอาจารย์ ๑๐๘ รูปซึ่ง ๑ ใน ๑๐๘ รูป นั้นก็มีพระอาจารย์ทองดีรวมอยู่ด้วย การคัดเลือกได้เป็นไปทีละขั้นตอนจนกระทั่งในที่สุดการคัดเลือกก็มาถึงช่วงสุดท้าย ซึ่งมีพระเกจิอาจารย์เข้ารอบเพียง ๘ รูปเท่านั้น

    หลวงพ่อเล็กเล่าให้ฟังว่า เท่าที่จำได้ก็มีหลวงพ่อจง หลวงพ่อจัด หลวงพ่อแช่ม วัดตาก้อง และพระอาจารย์ทองดีซึ่งหนุ่มที่สุด หลวงพ่อแช่มท่านอาวุโสกว่าเพื่อนเป็นองค์นั่งบริกรรมแข่งขันกันว่าใครจะมีอำนาจพลังจิตสูงสุด ท่านได้นำเหล็กจารมาบริกรรมคาถาโดยให้พระเกจิอาจารย์ที่เหลือนั่งล้อมวง เมื่อบริกรรมเสร็จท่านก็เอาเหล็กจารวางบนพื้นแล้วตบลงไป เหล็กจารกลับกลายเป็นจิ้งเหลนในทันที จิ้งเหลนจากเหล็กจารของหลวงพ่อแช่มวิ่งวนไปรอบๆ พระเกจิที่นั่งล้อมรอบ

    พระอาจารย์ทองดี อุชัยอังกุโร วัดท่าเกวียน

    ในรอบแรกผ่านไปไม่มีใครจับได้ แต่พอรอบสองหลวงพ่อจัดจับไว้ได้แต่ยังเป็นจิ้งเหลนอยู่ไม่กลับเป็นเหล็กจารอันเป็นต้นกำเนิด จึงปล่อยจิ้งเหลนให้วิ่งวนไปตามเดิมแต่ก็ไม่มีใครสามารถจับได้หลวงพ่อแช่มจึงบอกให้พระอาจารย์ทองดีลองจับดูซึ่งพระอาจารย์ทองดี นั่งเงียบมาตลอดเพราะมีอาวุโสน้อยกว่าเพื่อน พระอาจารย์ทองดีจึงจับจิ้งเหลนตามคำสั่ง หลวงพ่อแช่ม ปรากฏว่าจับได้และที่มหัศจรรย์คือจิ้งเหลนเสกหลวงพ่อแช่มกลับกลายเป็นเหล็กจารตามสภาพเดิมทันที

    คณะกรรมการจึงตัดสินให้พระอาจารย์ทองดีเป็นผู้ชนะในการแข่งขันและได้รับสมญานามว่า ผู้ชนะสิบทิศ หลวงพ่อเล็กได้ศึกษาวิชากับ พระอาจารย์ทองดีในฐานะทายาทพุทธาคม เมื่อพระอาจารย์ทองดี มรณภาพ ก็ได้มอบตำราคาถาอาคมต่างๆ ให้กับหลวงพ่อเล็ก ซึ่งท่านรักและเมตตาเพื่อให้เป็นทายาทสืบแทนท่านต่อไป

    วิชาอาคมที่หลวงพ่อเล็กได้ร่ำเรียนมาจากพระอาจารย์ทองดีนั้นเป็นวิชาที่ลึกลับและศึกษายากมาก เช่น วิชาตะกรุดใต้น้ำ หนุมานห้ามทัพ หนุมานงำเมือง หนุมานสะกดทัพ หลวงพ่อเล็กสามารถรับการถ่ายทอดได้เป็นอย่างดี

    ร่ำเรียนวิชาชาตรีหินเบา
    ในปี พ.ศ. ๒๔๙๗ หลวงพ่อเล็กได้ออกธุดงค์มาจำพรรษา ณ วัดพระญาติการาม อยุธยา และได้ศึกษาคาถาอาคมกับพระอาจารย์ที่มีชื่อเสียงอีก ๒ รูป ได้แก่ หลวงพ่ออั้น ศิษย์หลวงพ่อกลั่น วัดพระญาติ หลวงพ่ออั้นได้ถ่านทอดวิชามหาราช ลบถม และสอนการฝึกกรรมฐาน ส่วนพระรูปที่สองคือ หลวงพ่อเภา ผู้ได้รับสมญานามว่า อาจารย์หินทุ่ม ท่านได้สอนวิชามหาชาตรี ให้

    ควบคู่กับวิปัสนากรรมฐาน

    ในปี พ.ศ. ๒๔๙๘ ท่านธุดงค์ผ่านมาที่สุพรรณบุรี และได้มาศึกษาวิชาอาคมกับหลวงพ่ออ่อน ญาตุโน ผู้เชี่ยวชาญด้าน สมถกัมมัฏฐาน ตำรายา และโดยเฉพาะการหยั่งรู้อนาคต จนเชี่ยวชาญแตกฉานแล้วท่านจึงออกธุดงค์ต่อไปอีก

    #วิชาแต่งคน

    ในปี พ.ศ. ๒๔๙๙ ท่านได้เดินทางเข้าสู่เขตจังหวัดนครสวรรค์ และได้ไปขอศึกษาวิชากับหลวงพ่อทูล คือวิชาแต่งคน ซึ่งเป็นวิชาเสกอาคมคุ้มครองให้ปลอดภัยจากศัตรู วิชาทำเขต เป็นวิชาเกี่ยวกับการสร้างเขตคุ้มครอง เพื่อป้องกันสิ่งชั่วร้ายต่างๆ ไม่ให้รบกวนและวิชาเมตตามหานิยม

    ศึกษาอิทธิวิธีต่างๆจากพระสมุห์กลับ

    ในปี พ.ศ. ๒๕๐๑ ได้ธุดงค์เข้าสู่เขตจังหวัดชัยนาท เพื่อติดตามวิชาวัดปากคลองมะขามเฒ่า เมื่อท่านไปถึงได้พบกับศิษย์ของหลวงปู่ศุข ชื่อพระสมุห์กลับ แสงเขียว ท่านผู้นี้อยู่กับหลวงปู่ศุข มาตลอด และเป็นผู้ใกล้ชิดที่สุดตำราจึงตกอยู่กับพระสมุห์กลับมากมาย

    หลวงพ่อเล็กจึงขอเรียนวิชาอาคมต่างๆ ตลอดตำราพิชัยสงคราม ตำราพิชัยยุทธ ซึ่งเป็นวิชาวิชาหลักในการศึกษาไสยศาสตร์ พระสมุห์กลับ ท่านมีความสามารถมาก ตามประวัติท่านนั้นเล่ากันว่าสามารถแปลงตัวเป็นหมูป่าไปตามสถานที่ต่างๆ ได้และท่านก็ได้สอนวิชาสำคัญต่างๆ ให้กับหลวงพ่อเล็กเป็นอย่างดี

    หลังจากได้ศึกษาวิชาจนเชี่ยวชาญแตกฉานหลวงพ่อเล็กก็ธุดงค์มายังจังหวัดกาญจนบุรี และเริ่มสร้างกระท่อมร้างกลางป่าช้า และลองไสยศาสตร์ต่างๆ เช่นการผูกหุ่นพยนต์ การปลุกผีในป่าช้า ฯลฯ

    อาจารย์ของท่านอีกองค์คือ..
    ...หลวงพ่อเจียง วัดเจริญสุขาราม พระเกจิผู้มีชื่อเสียงโด่งดังแห่งดินแดนลุ่มน้ำแม่กลอง เป็นพระผู้มีวิชากสิณไฟ (เตโชกสิณ) เป็นเอกอุ และได้ถ่ายทอดวิชากสิณให้แก่อาจารย์เล็ก

    .วิชาธรรมกายจากหลวงพ่อสด วัดปากน้ำ

    ท่านได้เดินทางไปเรียนพร้อมกับสหธรรมมิกคือ หลวงพ่อแบน วัดนางโน กาญจนบุรี เรียนทางด้านวิปัสนากรรมฐาน และพระเกจิอีกหลายท่านเป็นต้น

    พระอาจารย์เล็ก ท่านเป็นสหะธรรมมิก ๓ สหายกับ หลวง
    พ่อแบน วัดนางโน กาญจนบุรี หลวงพ่อแบนเป็นพระสาย
    กรรมฐาน ผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ เดินทางสายวัดปากน้ำ วัดของ ท่านเป็นสถานที่ปฏิบัติวิปัสนากรรมฐาน มีลูกศิษย์ที่เคยปฏิบัติกับหลวงพ่อสด เดินทางมากปฏิบัติและเรียนวิชากับท่านมากมายเพราะหลวงพ่อสดได้เคยบอกลูกศิษย์ของท่านว่าเมื่อสิ้นฉันลงให้ไปเรียนต่อกับ หลวงพ่อแบน วัดนางโน พระองค์นี้เป็นพระที่มีความแตกฉาน และได้เรียนวิชาของฉันได้สำเร็จ ทำให้ลูกศิษย์ของหลวงพ่อแบน จะเป็นคนเมืองหลวงซะเป็นส่วนมากหลวงพ่อแบนเป็นพระที่ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ เมื่อละสังขารลงสังขารของท่านไม่เน่าไม่เน่าเปื่อย

    และพระสหายอีกท่านคือ หลวงพ่อชื่น วัดถ้ำเสือ กาญจนบุรี
    ท่านนี้เป็นพระเกจิสายกรรมฐานเช่นกัน แต่ท่านนี้เป็นพระที่รักสันโดษ ไม่ชอบยุ่งเกี่ยวกับไคร ท่านได้เข้าไปนั่งวิปัสนา
    กรรมฐานในถ้ำเสือดุแห่งหนึ่ง ถ้ำแห่งนี้มีเสือแม่ลูกอ่อนตัวใหญ่มาก ชาวน้ำแถวนั้นต่างรู้ดี และไม่มีไครกล้าเข้าไปแถวนั้นแต่เนื่องด้วยว่าในถ้ำแห่งนั้นมีความสงบเงียบมารก ท่านจึงเข้าไปนั่งปฏิบัติ และแผ่เมตตาให้เสือแม่ลูก จนเสือที่ดุกลับเชื่องอย่างไม่น่าเชื่อ และ ช่วยคุ้มครอง หลวงพ่อและเชื่อฟังท่านยังกับ ลูกแมวที่เชื่องมาก จนทำให้ชาวบ้านให้ความนับถือ และช่วยท่านสร้างจนเป็น วัดถ้ำเสือที่สวยงามมากในปัจจุบัน เมื่อท่านละสังขารลง สังขารของท่านก็ไม่เน่าไม่เปื่อยเช่นกันครับ

    ใน ปี พ.ศ. ๒๕๐๓ ซึ่งช่วงนั้นทางวัดเขาดิน ได้รับการจัดตั้งเป็นวัดขึ้น และยังว่างเว้นตำแหน่งเจ้าอาวาส ชาวบ้านและคณะกรรมการวัดจึงสืบเสาะหาจนมาพบหลวงพ่อเล็ก ซึ่งเป็นพระที่น่าเลื่อมใส จึงได้นิมนต์มาเป็นเจ้าอาวาสรูปแรกของวัดเพื่อปกครองวัดเขาดินต่อไป

    พัฒนาเสนาสนะให้รุ่งเรือง
    วัดสันติคิรีศรีบรมธาตุ หรือที่ชาวบ้านเรียกกันติดปากว่า "วัดเขาดิน" ตั้งอยู่บริเวณถนนแสงชูโต ระหว่างหลักกิโลเมตรที่ ๑๑๘ – ๑๑๙ หมู่ ๔ ตำบลท่าล้อ อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี เป็นที่ดินที่กองทัพบกยกให้ ณ หมู่บ้านเขาดิน ตรงข้ามศูนย์การฝึกของกรมการขนส่งทางบก วัดนี้เดิมเรียกกันว่า "วัดเขาดิน" ตามสภาพภูมิประเทศที่ตั้งของวัดเป็นภูเขาดินสูง ๑๑ วา

    วัดสันติคิรีศรีบรมธาตุเป็นวัดที่สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๔ เริ่มแรกเป็นเพียงสำนักสงฆ์ เมื่อปลายปี พ.ศ. ๒๔๙๘ อดีตสมเด็จพระสังฆราช (ปุ่น ปุณศิริ) ขณะดำรงสมณศักดิ์ พระธรรมดิลก ได้รับวัดนี้อยู่ในความอุปถัมภ์และได้ขนานนามให้วัดใหม่มีชื่อปรากฎตามหลักฐานว่า "วัดสันติคิรี"

    เมื่อหลวงพ่อเล็ก ได้เป็นเจ้าอาวาสวัดเขาดิน ท่านได้พัฒนาวัดอย่างสุดความสามารถ จนวัดได้เจริญขึ้นตามลำดับ นอกจากนี้ท่านยังได้อบรมชาวบ้านเขาดินให้อยู่ในศีลในธรรม

    จนในปี พ.ศ. ๒๕๐๙ ร.อ.ทวี ทิวแก้ว แห่งอาศรมชีประขาว และคณะได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุและพระสาวกธาตุจำนวนมากมาบรรจุ ณ พระปรางค์พระบรมธาตุเจดีย์ หลวงพ่อเล็ก จึงก็ได้เปลี่ยนนามวัดให้ใหม่อีกวาระหนึ่ง ตามลิขิตซึ่งมีคณะกรรมการบริหารวัดข้อความว่า "....เมื่อปรากฎว่าวัดสินติคิรีนี้เป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุด้วย ก็ควรให้ปรากฏเป็นเกียรติวัด ฉะนั้นในการตั้งชื่อวัดควรว่า วัดสันติคิรีศรีบรมธาตุ เมื่อวันที่ ๑๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๐๙"

    ปี พ.ศ. ๒๕๑๑ หลวงพ่อเล็กและคณะกรรมการวัดได้ร่วมกันขอพระราชทานวิสุงคามสีมาวัดเขาดิน จนมีพระบรมราชโอการลงวันที่ ๗ มกราคม พ.ศ. ๒๕๑๒

    ปี พ.ศ. ๒๕๑๔ ทางวัดได้สร้างพระอุโบสถจนสำเร็จลุล่วง โดยทางวัดได้รวบรวมเงินบริจาคและเงินทำบุญและด้วยบารมีของหลวงพ่อเล็ก ทำให้งานลุล่วงไปได้โดยง่าย จนสามารถประกอบพิธีผูกพัทธสีมาปิดทองฝังลูกนิมิตร เมื่อวันที่ ๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๔

    นากจากนี้ท่านยังได้ส่งเสริมการศึกษาของพระภิกษุสามเณร ท่านมีวิริยะอุตสาหะทำนุบำรุงพัฒนาวัดและสร้างถาวรวัตถุให้กับวัดอย่างมาก ได้ชักชวนผู้มีจิตศรัทธาให้ความอุปการะก่อสร้างอาคารเสนาสนะต่างๆ อาทิเช่น

    สร้างศาลาการเปรียญอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก เป็นอาคาร ๒ ชั้น ขนาดใหญ่เนื้อที่กว้าง ๒๒ เมตร ยาว ๕๐ เมตร แทนที่หลังเดิมที่มีสภาพชำรุด ทรุดโทรม ไม่สามารถใช้การได้

    สร้างพระอุโบสถ วิหารพระร่วง โรงเรียนปริยัติธรรม วิหารพระศรีอาริย์ กุฏิสงฆ์ ปูชนียวัตถุที่สำคัญของวัด

    เสนาสนะต่างๆ ภายในวัดเขาดิน กาญจนบุรี
    สิ่งสำคัญภายในวัดนอกจากพระบรมสารีริกาธาตุ และสมเด็จพระร่วมฤทธิ์โรจน์ ยังมีรูปหลวงพ่อพระศรีอาริย์ รูปฤาษีบรมโกส รูปหมอชีวกโกมารภัจ รูปหลวงปู่ทวด รูปหลวงปู่พระครูดำ อีกทั้งพระพุทธบาท ๔ รอย จำลองมาจากพระพุทธบาทสี่รอย ที่อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่

    * นอกจากนี้ยังสร้างรูปหลวงปู่ทวด ขนาดใหญ่จำลองจากรูปหลวงปู่ทวด วัดช้างให้ จังหวัดปัตตานี โดยมีคุณทวี ทิวแก้ว มีศรัทธาสร้างด้วยเงินบริจาคของคณะศิษย์ อาศรมชีประขาว จังหวัดฉะเชิงเทรา *

    แล้วยังมีเงินเหลือนำมาสร้างพระอุโบสถหลังปัจจุบันพร้อมด้วยบุษบกที่ประดิษฐานรูปหลวงปู่ทวดและพระปรางค์ที่เป็นพระองค์พระบรมธาตุเจดีย์ได้จดทะเบียนมีมูลนิธิ ชื่อว่า "มูลนิธิสมเด็จหลวงปู่ทวด วันสันติคิรีศรีบรมธาตุ" ตั้งขึ้น พ.ศ. ๒๕๑๕ จำนวนเงิน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท (หนึ่งล้านบาท) เป็นเงินที่ผู้มีจิตศรัทธาบริจาคนานผูกพัทธสีมาปิดทองลูกนิมิตพระอุโบสถ

    .....พระอาจารย์เล็กจะเป็นพระเกจิที่มีอุปนิสัยค่อนข้างดุ เพราะตัวท่านนั้นเป็นพระเกจิที่มีวิชาทางด้าน มหาอำนาจ แคล้วคลาดคงกระพันชาตรีมาก จึงทำให้ท่านข้อนข้างเข้มงวด วัตถุมงคลของท่านส่วนใหญ่จะเด่นมากด้าน มหาอำนาจเสริมบารมีแคล้วคลาดปลอดภัย คงกระพันชาตรี กันภยันตราย กันภูตผีปีศาจ กันคุณไสย์คุณคน เป็นเยี่ยมครับ เรื่องประสบการณ์นั้นมากมาย

    หลวงพ่อเล็กก่อรากสร้างพัฒนาวัดเขาดินให้เจริญจนมาถึงทุกวันนี้จวบจนวันที่ ๒๓ มี.ค ๒๕๕๓ หลวงพ่อเล็กได้มรณภาพลง อายุ๘๒ ปี ๖o พรรษา สร้างความเศร้าโศกเสียใจให้บรรดาศิษยานุศิษย์เป็นอันมาก..

    อ้างอิงจากหนังสือพระราชทานเพลิงศพหลวงพ่อเล็กพระศรี
    สรรเพชญ หลวงพ่อเล็ก วัดสันติคีรีศรีบรมธาตุ ( วัดเขาดิน )

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ให้บูชา 300 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ


    IMG_20260111_154307.jpg IMG_20260111_154329.jpg
     
  15. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    13,961
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1768122000774.jpg
    พระครูศรีฉฬังคสังวร หรือ หลวงปู่เริ่ม ปรโม อดีตเจ้าคณะอำเภอศรีราชา พระเกจิอาจารย์ระดับแนวหน้าแห่งฝั่งทะเลตะวันออก เป็นที่เคราพศรัทธาของศิษยานุศิษย์และพุทธศาสนิกชนทั่วไป ทั้งด้านปฏิปทาและพุทธาคม โดยเฉพาะวัตถุมงคลของท่านล้วนได้รับความนิยมจากนักสะสมพระเครื่อง ผู้ที่นำไปบูชาต่างก็เกิดประสบการณ์ต่าง ๆ ให้เล่าขานกันมากมาย …หลวงพ่อเริ่ม ปรโม ท่านมีนามเดิมว่า เริ่ม เฉียงเอก เกิดเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2448 ณ ตำบลบึง อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี โยมบิดาชื่อ มิ่ง โยมมารดาชื่อ เลียม ท่านเป็นบุตรชายคนโตในจำนวนพี่น้องทั้งหมด 11 คน พออายุครบ 20 ปี จึงได้อุปสมบท ณ พัทธสีมาวัดแหลมฉบัง ตำบลทุ่งศุขลา โดยมีพระครูสุนทรธรรมรส วัดอ่างศิลา ปัจจุบันคือพระวิสุทธิสมาจาร (ศรี พฺรหฺโชติ) เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์จั้ว วัดอ่างศิลา เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอาจารย์ลำดวน วัดอ่างศิลา เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า ปรโม(2) ได้มาจำพรรษาอยู่ที่วัดจุกกะเฌอ หมั่นศึกษาพระธรรมวินัยและปฏิบัติดีปฏิบัติชอบจนชาวบ้านเคารพเลื่อมใสศรัทธา เมื่อบวชได้ 6 พรรษา หลวงปู่ขันธ์ โชตโก เจ้าอาวาสได้มรณภาพลง ชาวบ้านจึงนิมนต์ท่านมาดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดจุกกะเฌอสืบต่อมา และในปีต่อมานั้น ท่านได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะตำบลโดยที่ยังไม่ได้รับการแต่งตั้งเป็นพระครูมาก่อน แสดงถึงเกียรติคุณของท่านอันดีงาม จากนั้นได้รับการแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์ และเป็นเจ้าคณะอำเภอศรีราชา ตามลำดับ ท่านได้ศึกษาพุทธาคมโดยเฉพาะวิชาฝนแสนห่าและสีผึ้งเจ็ดจันทร์ กับ หลวงพ่ออ่ำ วัดหนองกระบอก จังหวัดระยอง (พระอาจารย์รูปแรกของท่าน) เรียนวิชาทำปลัดขิกกับ หลวงพ่ออี๋ วัดสัตหีบ เรียนวิชาการสร้างพระปิตตาโหราศาสตร์ กับ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช(อยู่ ญาโณทโย) อดีตสมเด็จพระสังฆราช วัดสระเกศ กรุงเทพฯ เรียนวิชาทำหน้าผากเสือกับหลวงพ่อสาย วัดหนองเกตุน้อย เรียนกับหลวงพ่อผุย วัดหน้าพระธาตุ และพระวิสุทธิสมาจาร (ศรี พฺรหฺโชติ)หรือเจ้าคุณศรี ฯ วัดอ่างสิลา เป็นต้น ในบั้นปลายชีวิตของท่าน ได้หันมาปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานเพื่อให้หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด ตราบจนถึงกาลมรณภาพเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2538สิริอายุ 91 ปี พรรษาที่ 71

    หลวงปู่เริ่ม ปรโม” แห่งวัดจุกกะเฌอ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ท่านก็เป็นหนึ่งไม่เป็นสองรองใคร แม้สนนราคาค่านิยมในวัตถุมงคลของท่าน จะด้อยกว่าหลวงปู่ทิม วัดละหารไร่ก็ตาม แต่ประสบการณ์อภินิหารในวัตถุมงคลของท่าน ทุกรุ่นทุกแบบ ปรากฎเด่นชัดขึ้นทุกวัน ทำให้ของของท่านนั้นหายากขึ้นทุกที ใครมีต่างก็หวงแหน ไม่ออกตัวกันง่าย ๆ
    ท่านเป็นผู้ที่บริจาคลูกนิมิตทั้ง ๙ ลูก ให้แก่วัดไทย เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๕ คือ หลวงปู่เริ่ม ปรโม องค์นี้นี่เอง ได้ข้อมูลตรงนี้มาจากคำไว้อาลัยของ “หลวงเตี่ย” หรือ “พระธรรมราชานุวัตร” ที่เขียนไว้ในหนังสืองานพระราชทานเพลิงศพของหลวงปู่ เมื่อ ปี พ.ศ. ๒๕๓๙ จึงขอนำมาให้อ่านกัน ดังนี้:
    “หลวงปู่เริ่ม” เจ้าของลูกนิมิตวัดไทย ลอสแองเจลิส
    ท่านพระครูศรีฉฬังคสังวร วัดจุกกะเฌอ เจ้าคณะอำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ใคร ๆ ก็เรียกว่า “หลวงปู่เริ่ม” ซึ่งเป็นที่รู้จักกันทั่วไป ท่านเป็นพระมหาเถระผู้เจริญด้วยพรรษา มีอายุถึง ๙๑ ปี เป็นพระมหาเถระที่เปี่ยมด้วยความเมตตา เป็นที่รักเป็นที่เคารพทั่วไปของพระสงฆ์ สามเณร และชาวบ้านร้านตลาด ทุกคนมีความรู้สึกว่า หลวงปู่เริ่ม เป็นญาติผู้ใหญ่ เป็นที่รัก เป็นที่เคารพ มีความผูกพันกันอย่างสนิทสนม พอทราบข่าวว่าหลวงปู่เริ่มมรณภาพ จึงมีความอาลัยอาวรณ์ ภาพแห่งคุณงามความดีของหลวงปู่ลอยมาในห้วงความระลึกนึกคิดต่าง ๆ นานา หลวงปู่เริ่มอายุเกือบร้อยปี ก็คงเป็นหลวงปู่รูปเดิม

    ในปี พ.ศ. ๒๕๓๕ ในการเสด็จพระราชดำเนินของ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเปิดอาคารปฏิบัติธรรมที่ วัดเทพพุทธาราม หรือ วัด เซียงฮุดยี่ สังกัดคณะสงฆ์จีนนิกาย ที่ท่านได้มีส่วนร่วมกับวัดไทย ลอสแองเจลิส แสดงถึงความเป็นผู้มีสติสัมปชัญญะอย่างเต็มเปี่ยม แม้ว่าขณะนั้นหลวงปู่จะมีอายุถึง ๘๘ ปี แล้วก็ตาม ยังรับทราบอีกว่า หลวงปู่เป็นพระสงฆ์ไทยเพียงรูปเดียว ที่ได้รับพระกรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ให้เข้าเฝ้ารับพระราชทานของที่ระลึกในวันนั้นด้วย จึงเป็นที่รับรองได้ถึงคุณธรรมความดีงามของหลวงปู่เริ่ม ที่ได้ปฏิบัติมา จนความทราบถึงพระเนตรพระกรรณ
    หลวงปู่เริ่มสะสมกุศลผลบุญไว้ดี จึงได้รับพระราชทานพระบรมราชานุเคราะห์ในงานศพครั้งนี้ อันเป็นเกียรติประวัติอย่างสูง ตลอดจนศิษยานุศิษย์ และญาติมิตร
    พระธรรมราชานุวัตร วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม
    ชีวประวัติของ “วัดจุกกะเฌอ” ต.บึง อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ความเป็นมาของชื่อวัด ที่ฟังดูแล้วแปลกหู ลองคิดดูจะมีวัดไหนในประเทศไทยอีกบ้าง ที่ใช้ตัว ฌ กะเฌอ เป็นชื่อวัด น่าจะมีวัดนี้เพียงวัดเดียวเท่านั้น
    ในอดีตกาล “จุกกะเฌอ” เป็นที่อยู่อาศัยชั่วคราวของคนที่มีอาชีพตัดยาง ทำน้ำมัน ทำไม้ ตั้งอยู่กลางดงใหญ่ อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองบางละมุง สมัยนั้นเมืองบางละมุง เป็นเมือง ๆ หนึ่ง ถ้าเดินทางด้วยเท้าราวชั่วโมงกว่า ๆ ก็จะถึงจุกกะเฌอ ภายในดงใหญ่เป็นที่อาศัยของหมี เสือ ช้าง กวาง เก้ง และสัตว์ต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก ภายในดงมีหนองน้ำใหญ่ เป็นที่ที่สัตว์ทั้งหลายลงเล่น และกินน้ำ ที่ขอบหนองมีต้นกะเฌอขึ้นอยู่ทั่วไป ผู้คนทั้งหลายจึงเรียกหมู่บ้านนี้ว่า “จุกกะเฌอ”

    เมื่อผู้คนเมืองบางละมุงเพิ่มขึ้น บางคนอพยพขึ้นมาอยู่จุกกะเฌอ ประกอบอาชีพตัดยาง ตัดหวาย ทำไม้ ทำไร่ ในสมัยนั้นผู้คนที่อยู่อาศัยยังมีไม่มากนัก มีบ้านเรือนอยู่ประมาณ ๑๕ หลังคาเรือน ต่อมามีพระธุดงค์โดยการนำของ “หลวงพ่อทอง” ซึ่งเดินทางจากระยอง ผ่านมาที่หมู่บ้านจุกกะเฌอนี้เพื่อไปไหว้พระพุทธบาทที่สระบุรี พระแท่นดงรังที่กาญจนบุรี
    เมื่อไหว้พระพุทธบาท และพระแท่นดงรังแล้ว ได้เดินทางกลับมาถึงหมู่บ้านจุกกะเฌอพอดีวันเข้าพรรษา พวกญาติโยมทั้งหลายจึงนิมนต์ให้จำพรรษาที่วัดจุกกะเฌอ โดยช่วยกันทำที่พักชั่วคราวให้พระสงฆ์จำพรรษา เมื่อออกพรรษาแล้ว พวกญาติโยมทั้งหลายจึงทำการทอดกฐิน เมื่อรับกฐินแล้ว หลวงพ่อทองจึงได้เดินทางกลับไประยอง ภายหลังหลวงพ่อทองได้เดินทางมาอีกที่จุกกะเฌอนี้ และลงมือสร้างวัดขึ้น และอยู่จำพรรษาถึง ๒ ปี และเดินทางไปนมัสการพระแท่นศิลาอาสน์ที่อุตรดิตถ์ ต่อมา วัดนี้บางปีมีพระอยู่จำพรรษาบ้าง บางปีไม่มีพระบ้าง เป็นอยู่อย่างนี้

    ต่อมา “หลวงพ่อเอียด” มาจำพรรษา และเป็นเจ้าอาวาส ได้ทำการย้ายกุฏิขึ้นมาอยู่ในที่สูง พระที่สร้างอยู่ในที่เดิมอยู่ในที่ต่ำ เมื่อหลวงพ่อเอียดสึกออกไป หลวงพ่อเมือง เป็นเจ้าอาวาสองค์ต่อมา ครั้นต่อมา หลวงพ่อเมืองก็สึกออกไปอีก ญาติโยมทั้งหลายจึงนิมนต์ หลวงพ่อฉาบ มาเป็นเจ้าอาวาสแทน ต่อมาหลวงพ่อฉาบก็สึกออกไป ญาติโยมทั้งหลายจึงนิมนต์ พระอาจารย์วัน จากวัดแหลมฉบัง มาเป็นเจ้าอาวาสแทน พระอาจารย์วันมาจำพรรษาอยู่ประมาณ ๒ พรรษา จึงเดินทางกลับไปแหลมฉบังตามเดิม เมื่อพระอาจารย์วันกลับไปแล้ว ญาติโยมทั้งหลายจึงนิมนต์ พระอาจารย์จาบ มาเป็นเจ้าอาวาส ต่อมาพระอาจารย์จาบสึกออกไป พระอาจารย์แดง เป็นเจ้าอาวาสสืบต่อมา เมื่อพระอาจารย์แดงสึกออกไป พระอาจารย์ขันธ์ โชตโก เป็นเจ้าอาวาสสืบต่อมา เมื่อพระอาจารย์ขันธ์ มรณภาพลง หลวงพ่อพระครูวิริยาภรณ์ (เริ่ม ปรโม) เป็นเจ้าอาวาสสืบต่อมา จนกระทั่งมรณภาพ
    นับตั้งแต่สร้างวัดมา จนกระทั่งหลวงปู่เริ่ม มรณภาพ นับเป็นเวลาไม่น้อยกว่า ๑๕๐ ปี จะเห็นว่า เจ้าอาวาสกี่องค์ กี่องค์ ต่างก็สึกหาลาเพศออกไป ที่ไม่สึกมีอยู่องค์เดียว ทนไม่ไหว ก็หนีกลับวัดเดิมไป องค์ที่มรณภาพที่วัดขณะดำรงตำแหน่ง นอกจากหลวงปู่เริ่มแล้ว ก็มีเพียงพระอาจารย์ขันธ์ องค์เดียวเท่านั้น แสดงว่า สถานที่แห่งนี้ ซึ่งเคยเป็นป่าทึบ ต้องมีรุกขเทวาปกปักษ์รักษา หากพระสงฆ์องค์ใดไม่ประพฤติตนอยู่ในศีลาจารวัตร อยู่ในพระธรรมวินัยล่ะก็ มักจะอยู่ได้ไม่นาน มีเหตุให้ต้องสึกหาลาเพศไปเกือบทุกองค์
    ประวัติหลวงปู่เริ่ม ปรโม ท่านมีนามเดิมว่า เริ่ม นามสกุล เฉียงเอก เกิดเมื่อวันศุกร์ ขึ้น ๖ ค่ำ เดือน ๘ ปีมะเส็ง ตรงกับวันที่ ๗ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๔๘ ณ บ้านเลขที่ ๒๖ ต.บึง อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี โยมบิดาชื่อ มิ่ง โยมมารดาชื่อ เลี่ยม เฉียงเอก มีพี่น้องร่วมบิดามารดา ๑๑ คน คือ
    ๑. หลวงปู่เริ่ม ปรโม ๒. นางทองดี ๓. นายรื่น ๔. นางโถม ๕. นางอบ ๖. นางสำรวย ๗. นางเยี้ยน ๘. นางหงส์ ๙. นางทวาย ๑๐. น.ส.ผึ้ง ๑๑. นางทวี
    หลวงปู่เริ่ม ท่านเป็นผู้ฝักใฝ่ในพระพุทธศาสนามาตั้งแต่เยาว์วัย พออายุครบ ๒๐ ปี ท่านจึงได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ พัทธสีมาวัดแหลมฉบัง ต.ทุ่งศุขลา โดยมีพระครูสุนทรธรรมรส วัดอ่างศิลา เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์จั๊ว วัดอ่างศิลา เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และ พระอาจารย์ลำดวน วัดอ่างศิลา เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายา “ปรโม”
    เมื่ออุปสมบทแล้ว ท่านได้มาจำพรรษาอยู่ที่วัดจุกกะเฌอ ซึ่งมีพระอธิการขันธ์ เป็นเจ้าอาวาส เหตุที่ท่านไม่ได้บวชที่วัดจุกกะเฌอ เพราะในสมัยนั้น วัดจุกกะเฌอยังไม่มีพระอุโบสถ เมื่อมาอยู่วัดจุกกะเฌอ ท่านได้ศึกษาพระธรรมวินัย ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ จนชาวบ้านเคารพเลื่อมใสและศรัทธา

    หลังจากที่ท่านบวชได้เพียง ๖ พรรษา หลวงพ่อขันธ์ เจ้าอาวาสได้มรณภาพลง ชาวบ้านจึงนิมนต์ท่านรับตำแหน่งเจ้าอาวาสสืบต่อ และในปีต่อมา ท่านก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะตำบล ทั้ง ๆ ที่ท่านยังไม่ได้รับการแต่งตั้งเป็นพระครู นับว่าท่านเป็นผู้ที่มีความสามารถ และเป็นนักปกครองที่ดี
    งานด้านการปกครอง
    พ.ศ. ๒๔๗๙ เป็นเจ้าอาวาสวัดจุกกะเฌอ, พ.ศ. ๒๔๘๔ เป็นพระกรรมวาจารย์, พ.ศ. ๒๔๘๕ เป็นพระอุปัชฌาย์, พ.ศ. ๒๔๘๗ เป็นเจ้าคณะตำบลบึง-หนองขาม, พ.ศ. ๒๕๑๘ รักษาการเจ้าคณะอำเภอศรีราชา, พ.ศ. ๒๕๑๙ เป็นเจ้าคณะอำเภอศรีราชา, พ.ศ. ๒๕๓๐ ลาออกจากตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดจุกกะเฌอ เพื่อรับตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดจุฑาทิศธรรมสภารามวรวิหาร (พระอารามหลวง) กิ่งอำเภอเกาะสีชัง ชลบุรี เพื่อสนองงานคณะสงฆ์
    สมณศักดิ์
    พ.ศ. ๒๔๘๑ เป็นพระครูชั้นประทวน, พ.ศ. ๒๔๙๓ เป็นพระครูสัญญาบัตร เจ้าคณะตำบลชั้นตรี, พ.ศ. ๒๕๐๗ เป็นพระครูสัญญาบัตร เจ้าคณะตำบลชั้นโท, พ.ศ. ๒๕๑๕ เป็นพระครูสัญญาบัตร เจ้าคณะตำบลชั้นเอก, พ.ศ. ๒๕๒๐ เป็นพระครูสัญญาบัตร เจ้าคณะอำเภอชั้นเอก
    ในด้านพุทธาคม หลวงปู่เริ่ม ท่านมีความสนใจมาตั้งแต่ก่อนอุปสมบท มีพระอาจารย์เก่ง ๆ มีชื่อเสียงอยู่ที่ใด ท่านก็จะดั้นด้นเดินทางไปกราบขอศึกษาเล่าเรียนด้วย
    หลวงปู่เริ่มท่านเคยเล่าให้ศิษย์ฟังว่า พระอาจารย์รูปแรกของท่านคือ หลวงพ่ออ่ำ เรือเก่า อดีตเจ้าอาวาสวัดหนองกระบอก อ.บ้านค่าย จ.ระยอง ที่สร้างเครื่องรางในรูป “แพะ” มีพุทธคุณด้านเมตตามหานิยมเป็นที่โด่งดังไปทั่ว
    หลวงปู่เริ่ม ท่านได้ศึกษาพุทธาคมจากหลวงพ่ออ่ำหลายอย่าง โดยเฉพาะ วิชาฝนแสนห่า และ สีผึ้งเจ็ดจันทร์ ซึ่งเป็นวิชาทางด้านเมตตามหานิยมชั้นสูง แต่ก่อนที่หลวงพ่ออ่ำจะสอนวิชาให้ ท่านได้ทดสอบสมาธิ และความกล้าหาญของหลวงปู่เริ่ม โดยจับมัดมือไพล่หลังคร่อมตออยู่ริมป่าช้าผีดุ วัดหนองกระบอก และให้คาถามา ๔ ตัว บอกให้ภาวนาจนเชือกหลุด หลวงปู่เริ่มท่านก็สามารถทำได้ หลวงพ่ออ่ำจึงรับไว้เป็นศิษย์ ถ่ายทอดวิชาดังกล่าว

    นอกจากหลวงพ่ออ่ำแล้ว หลวงปู่เริ่มยังได้ศึกษาวิชากับพระอาจารย์อีกหลายรูป อย่างเช่น ไปเรียนวิชาทำปลัดขิก และหนังหน้าผากเสือ กับ หลวงพ่ออี๋ วัดสัตหีบ, เรียนวิชาทำหนังหน้าผากเสือกับ หลวงพ่อสาย วัดหนองเกตุน้อย ชลบุรี, เรียนวิชาทำผง ๑๒ นักษัตร์ จาก หลวงปู่เทียน วัดโบสถ์ ปทุมธานี, และวิชาอื่น ๆ จากพระอาจารย์หลายรูป อาทิ หลวงพ่ออ่อง วัดหนองรี ชลบุรี, หลวงพ่อผุย วัดหน้าพระธาตุ พนัสนิคม ชลบุรี, เจ้าคุณศรีฯ วัดอ่างศิลา ชลบุรี เป็นต้น
    หลวงปู่เริ่ม ปรโม (๒) โดย อ.เล็ก พลูโต
    พระอาจารย์องค์สำคัญอีกองค์หนึ่งของหลวงปู่เริ่ม คือ สมเด็จพระสังฆราช (อยู่ ญาโณทัย) วัดสระเกศ กรุงเทพฯ ซึ่งหลวงปู่เริ่มได้ไปขอศึกษาวิชาการสร้าง พระปิดตา, วิปัสสนากรรมฐาน และ วิชาโหราศาสตร์ จากท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ จนกระทั่งเชี่ยวชาญ โดยเฉพาะวิชาโหราศาสตร์ ท่านสามารถดูดวงชะตาราศี สามารถเปลี่ยนดวง และสลับดวงชะตาได้
    หลวงปู่เริ่ม นอกจากจะเชี่ยวชาญพุทธาคมแล้ว ท่านยังศึกษาวิชาแพทย์แผนโบราณ เพื่อนำไปขจัดปัดเป่าโรคภัยให้แก่ชาวบ้าน
    ต่อมาในบั้นปลายชีวิตของท่าน ท่านหันเข้าศึกษาวิปัสสนา เพื่อให้หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด ท่านเคยกล่าวไว้ว่า คาถาอาคมทุกอย่างไม่ได้อยู่ที่ตัวอักษร แต่มันอยู่ที่ใจ คนหัวไว ปัญญาดี ท่องคาถาอาคมวันเดียวคืนเดียวก็สำเร็จ แต่จะใช้ได้ผลเพียงใดหรือไม่ มันอยู่ที่ใจ เคล็ดลับทั้งหลายที่จะใช้คาถาอาคม เป็นเพียงเครื่องยึดเหนี่ยวของอารมณ์ มันสำคัญที่ใจทั้งสิ้น ต้องฝึกจิตฝึกใจให้เป็นสมาธิ เมื่อใจเป็นสมาธิแล้ว ต้องใช้สมาธิให้เกิดประโยชน์ที่สูงยิ่งขึ้นไป จนถึงขั้นเกิดปัญญา อย่าไปติดอย่าไปหลงอยู่กับฤทธิ์เพียงเท่านั้น ต้องทำปัญญาให้เกิดขึ้นด้วย จึงเป็นชาวพุทธที่แท้จริง
    หลังจากที่หลวงปู่เริ่ม ปรโม ได้เดินทางไปรับตำแหน่ง เจ้าอาวาสวัดจุฑาทิศธรรมสภาราม กิ่งอำเภอเกาะสีชัง จังหวัดชลบุรี เป็นการสนองงานทางการคณะสงฆ์ อันที่จะแก้ไขข้อขัดข้องในการบริหารงานของวัดจุฑาทิศฯ ซึ่งท่านได้ไปแก้ไขสิ่งต่าง ๆ ประมาณ ๒ ปี ท่านก็อาพาธ เข้ารับการรักษาตัว ณ โรงพยาบาลสมเด็จ ณ ศรีราชา ด้วย “โรคถุงลมโป่งพอง” ระหว่างนี้ท่านได้พักรักษาตัว ณ วัดจุกกะเฌอ ซึ่งเป็นวัดที่ท่านพำนักอาศัยอยู่เดิม
    ระหว่างนี้ท่านมีอาการของโรคประจำตัวถี่ขึ้น ทางคณะแพทย์ที่ได้ถวายการรักษา ได้ให้คำแนะนำว่าให้พักรักษาตัว ณ วัดจุกกะเฌอ เพื่อสะดวกในการเดินทางไปพบแพทย์ หรือ หากว่ามีอาการมากขึ้น แพทย์จะได้เดินทางไปถวายการรักษาได้ง่าย ซึ่งหลวงปู่เริ่ม ปรโม ได้อยู่พักรักษาตัว ณ วัดจุกกะเฌอ โดยได้รับการอภิบาลดูแลรักษาเป็นอย่างดีจาก พระปลัดอนันต์ กิตติญาโณ รักษาการเจ้าอาวาสวัดจุกกะเฌอ เลขานุการเจ้าคณะอำเภอศรีราชา แม้แต่ในระหว่างนี้ท่านมีอาการอาพาธหนักขึ้น และมีโรคแทรกซ้อนเกิดขึ้น โดยต้องทำการผ่าตัด ซึ่งหลวงปู่เริ่มได้รับการผ่าตัดต่อมลูกหมาก จากคณะแพทย์โรงพยาบาลสมเด็จ ณ ศรีราชา ทำให้อาการของหลวงปู่ดีขึ้น แข็งแรงขึ้น กลับมาพักฟื้นรักษาตัวที่วัดจุกกะเฌอได้
    ต่อมาหลวงปู่ก็มีอาการอาพาธ จากพยาธิเบียดเบียนถี่ขึ้น ประกอบกับท่านชราภาพมากแล้ว จึงคงอยู่จำพรรษา รักษาตัวอยู่ ณ วัดจุกกะเฌอนี้เอง
    ในปี พ.ศ. ๒๕๓๖ สุขภาพของท่านได้แข็งแรงขึ้นมาก ท่านสามารถประกอบศาสนกิจ และรับกิจนิมนต์ต่าง ๆ ได้เป็นปกติ ท่านได้ออกตรวจ และเยี่ยมเยียนวัดต่าง ๆ ในเขตการปกครอง ซึ่งเป็นที่น่าปลื้มปีติยินดีของบรรดาศิษยานุศิษย์เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในด้านการพุทธาภิเษก ท่านได้ให้ความอนุเคราะห์ โดยการไปนั่งปรก

    ในวันที่ ๑๙ กรกฎาคม ๒๕๓๘ ในเวลาเช้า ๐๗.๓๐ น. หลวงปู่ได้ฉันภัตตาหารเช้า อันได้แก่ ข้าวต้ม ผลไม้ และฉันยาประจำเป็นปกติ หลังจากนั้นท่านก็พักผ่อน ท่านได้จำวัดจนถึงเวลาประมาณ ๑๐.๐๐ น.เศษ ท่านได้ลุกขึ้น และเข้าห้องน้ำล้างหน้า และกลับมานอนพัก โดยอ่านหนังสือมนต์ คือ ชินบัญชร ในขณะนี้เองพระลูกวัดที่เฝ้าปฏิบัติ ได้ไปจัดเตรียมภัตตาหารเพล เพื่อที่จะถวายท่าน และรอจนกระทั่งถึงเวลาเพล จึงนำภัตตาหารเพลไปถวาย ไปปลุกท่าน แต่ปรากฎว่าท่านได้จากพวกลูกศิษย์ทั้งหลายไปแล้ว ด้วยอาการแห่งความสงบ สิริอายุทั้งสิ้น ๙๑ ปี ๑๒ วัน พรรษาที่ ๗๑
    บทความที่เขียนถึงหลวงปู่เริ่ม ในด้านการจัดสร้างพระเครื่อง และประสบการณ์อภินิหารต่าง ๆ
    หลวงพ่อเริ่ม วัดจุกกะเฌอ จังหวัดชลบุรี ท่านมีวิชาเก่งหลายอย่าง โดยเฉพาะวิชาตะกรุดโทนของท่าน ใครมีรับรองว่าไม่มีคำว่าตายโหง”

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    เหรียญ ๙๑ ปีหลวงปู่เริ่ม

    ให้บูชา 150 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260111_154218.jpg IMG_20260111_154240.jpg
     
  16. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    13,961
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1768125597777.jpg

    ข้อมูลประวัติ หลวงพ่อโต วัดเขาบ่อทอง จ.ระยอง

    หลวงพ่อโต วัดเขาบ่อทอง มีนามเดิมว่า โต รัตนวิจิตร เป็นบุตรนายเกิด นางเพี้ยน รัตนวิจิตร ท่านเกิดเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2418 ตรงกับวันจันทร์ เดือน 11 ขึ้น 7 ค่ำ ที่บ้านตำบลชากโดน อำเภอแกลง จังหวัดระยอง มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน 2 คน และพี่น้องต่างมารดา 5 คน
    วัยเด็กเมื่อท่านอายุ 7 ขวบ บิดามารดาของท่านได้เสียชีวิตลงไป นายดง กับนางเคลือบ ผู้เป็นตากับยายได้นำเด็กชายโตไปฝากไว้กับ พระอาจารย์เจียม เจ้าอาวาสวัดเขากระโดน โดยเป็นเด็กคอยรับใช้พระอาจารย์เจียม ขณะที่อยู่รับใช้พระอาจารย์เจียม เด็กชายโตได้ศึกษาเล่าเรียนเขียนอ่านปฐม ก.กา จนกระทั้งอายุได้ 10 ขวบ พระอาจารย์เจียม ได้ส่งเด็กชายโตไปอยู่กับหลวงพ่อเทียน หรือพระอุปัชฌาย์เทียน ที่วัดเนินฆ้อ อำเภอแกลง จังหวัดระยอง และได้บรรพชาเป็นสามเณรในเวลาต่อมา
    สามเณรโตศึกษาเล่าเรียน พระธรรมวินัยอย่างจริงจัง โดยได้เล่าเรียนพระวินัย ทั้งภาษาไทย บาลี สันสฤต และภาษาขอม จนมีความสามารถอ่านเขียนอักขระเลขยันต์ต่างๆ ได้เป็นอย่างดี ซึ่งจัดเป็นสามเณรรูปหนึ่งของจังหวัดระยอง ที่เก่งรูปหนึ่งเลยที่เดียว จนกาลเวลาผ่านไปมีอายุได้ 20 ปี สามเณรโตจึ่งได้เข้าพิธีอุปสมบท ณ อุโบสถวัดตะปอนใหญ่ อำเภอขลุง จังหวัดจันทบุรี โดยมีนายหอม และนางปี๊ด อาจดี ผู้เป็นญาตินำไปฝากอุปสมบทมี พระอธิการเพ็ชร เจ้าอาวาสวัดตะปอน เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์สอ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระอาจารย์ปลวด เป็นพระอนุสาวนาจารย์ โดยได้รับฉายาว่า “ ติสฺโส ”
    ในพรรษาแรกพระโต ติสฺโส ได้จำพรรษาอยู่ที่วัดตะปอน พอมาถึงพรรษาที่สอง ท่านได้ย้ายไปจำพรรษาอยู่ที่วัดพญาล่าง ในอำเภอมะขาม จังหวัดจันทบุรี อยู่วัดพญาล่างได้ 2 ปี ท่านได้ย้ายมาจำพรรษาที่วัดเนินค้อ อำเภอแกลง ซึ่งเป็นวัดที่ท่านได้บรรพชาเป็นสามเณร ต่อมาในวันที่ 15 เดือนกรกฎาคม 2445 พระอาจารย์โต ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดเขากระโดน ตำบลชากกระโดน อำเภอแกลง โดยคำสั่งแต่งตั้งของ พระสังฆปาโมกข์ ยังความปลาบปลื้มยินดีต่อชาวชากกระโดนเป็นอย่างยิ่ง
    วัดเขากระโดน สร้างขึ้นเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2407 โดยมีพระอธิการมุ้ย และอำแดงทิม พร้อมชาวบ้านร่วมแรงร่วมใจกันสร้างวัดขึ้นมา โดยได้รับการบริจาคที่ดินจาก อำแดงทิม จำนวน 14 ไร่ เมื่อทำการสร้างแล้วเสร็จก็ได้รียกขานชื่อวัดว่า “ วัดบ้านป่า” โดยมีเขตพระอุโบสถยาว 13 วา กว้าง 10 วา โปรดให้ผู้สำเร็จราชการเมืองปักกำหนดให้ตามประสงค์พระราชอุทิศที่นั้นเป็นที่ วิสุงคามสีมา ยกเป็นแผนกหนึ่งต่างหากจากพระราชทานอาณาเขตเป็นที่วิเศษสำหรับพระสงฆ์ จตุรทิศทั้งสี่ทำสังฆกรรม มีอุโบสถเป็นต้น พระราชทานตั้ง ค่ำมีฉลูสัปตศกพระพุทธศาสน์ล่วง 2408
    ต่อมามีการเปลี่ยนชื่อวัดเป็น คีรินธรธาราม โดยมีหลักฐานการแต่งตั้งเจ้าอาวาสคือ พระอธิการมุ้ย ตั้ง ณ วันที่ 15 มกราคม ร.ศ. 121 พระพุทธศาสน์ล่วงได้ 2445 ประทับตราสังฆปาโมกข์ ภายหลังจากสิ้นพระอธิการมุ้ย พระอธิการโต ก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสปกครองวัดรูปต่อมา เมื่อได้เป็นเจ้าอาวาสได้ทำการพัฒนาวัดจนเจริญรุ่งเรืองเป็นที่รู้จักของพุทธศาสนิกชน ทั่งทุกสารทิศ ต่อมาในปี พ.ศ. 2463 พระญาณวราพร รองเจ้าคณะแขวงจันทบุรี ได้ตรวจเยี่ยมคณะสงฆ์ที่อำเภอแกลง โดยท่านได้แวะพักที่วัดทะเลน้อยก่อน จากนั้นก็มาแวะพักที่วัดช่องมรรคา ในขณะที่แวะพักที่วัดช่องมรรคา ท่านได้ได้พิจารณาชื่อวัดต่างๆในหลายๆวัดชื่อไม่สอดคล้องกับหมู่บ้าน ยากต่อการจำจึงได้ทำการเปลี่ยนชื่อวัดบางวัด เช่น วัดหว่างคีรีคงคาราม เป็นวัดเนินฆ้อ วัดช่องมรรคา เป็นวัดหนองแพงพวย วัดป่าเรไร เป็นวัดจำรุง วัดเขาคีรินธรธาราม เป็นวัดเขากระโดน วัดป่าชละธาร เป็นวัดป่ากร่ำ

    ในช่วงสมัยที่หลวงพ่อโต ปกครองวัดเขากระโดน ได้ทำการเปิดโรงเรียนสอนนักธรรมชั้นตรี ถึงชั้นเอก เมื่อปี พ.ศ. 2446 พระและเณรในแถบตำบลเนินค้อ ตำบลกร่ำและใกล้เคียง ต่างก็มาเล่าเรียนภาษาบาลีที่นี้ ในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2467 หลวงพ่อโต ได้รับพระราชทานสัญญาบัตรพัดยศเป็น “ พระครูนิวาสธรรมสาร ” วันที่ 8 มิถุนายน 2468 หลวงพ่อโต ได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการศึกษาอำเภอแกลง จังหวัดระยอง ต่อมาได้ก่อตั้งโรงเรียนประชาบาลวัดเขากระโดนขึ้น เปิดเรียนเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2474 และเมื่อถึงวันที่ 19 มีนาคม 2475 หลวงพ่อโตได้รับการแต่งตั้งเป็น “ พระอุปัชฌาย์ ”
    หลวงพ่อโตท่านได้พัฒนาและก่อตั้งโรงเรียนประชาบาลในท้องถิ่นอื่นๆ กล่าวคือ ในวันที่ 4 กันยายน 2478 ท่านได้ก่อตั้งโรงเรียนประชาบาล ตำบลชากโดน 2 ที่บ้านชากบก ( บุนนาค ) ในปี พ.ศ. 2510 ท่านได้ตั้งโรงเรียนแกลง ( นิวาสบำรุง ) ซึ่งต่อมาได้ร่วมกับโรงเรียนบ้านชากบกเปิดสอนถึงชั้นประถมปีที่ 7 และเปลี่ยนชื่อเป็น “ โรงเรียนนิวาสกัลยาประชารักษ์ ” หรือ “ โรงเรียนบุนนาค ” ในปัจจุบัน และในปี พ.ศ. 2478 หลวงพ่อโตท่านได้จัดตั้งโรงเรียนแผนกบาลีขึ้นที่วัดเขากระโดน เป็นสำนักบาลีแห่งแรกของจังหวัดระยอง โดยสร้างอาคารรวบรวมหลักสูตรการศึกษาบาลีไว้ครบถ้วน จัดหาพระจากเมืองหลวงที่มีความสามารถและชำนาญมาเป็นครูสอนบาลี และทางกระทรวงศึกษาธิการได้ตั้งชื่อโรงเรียนว่า “ โตวิทยาคม ” ในปีแรกมีพระสอบเปรียญ 3 และ เปรียญ 4 หลายรูป และน่าเสียดายที่ต่อมาโรงเรียนต้องมาหยุดทำการสอนเมื่อปี พ.ศ. 2491
    ปี พ.ศ. 2475 พระราชกวี เจ้าคณะมณฑล แนะนำให้สร้างวัดขึ้นที่ตำบลชากบาก หลวงพ่อโตได้ร่วมกับชาวบ้านจัดตั้งเป็นสำนักสงฆ์ชากบาก ขึ้นมาก่อน ต่อมาปี พ.ศ. 2484 จึงได้รับพระราชทานวิสุงคามสรมาให้เปลี่ยนชื่อเป็น วัดบุนนาค มาจนทุกวันนี้
    ปี พ.ศ. 2480 หลวงพ่อโตเริ่มสร้างสำนักสงฆ์บ้านสองสลึง และยกฐานะเป็นวัด คีรีวราราม เมื่อวันที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2500
    ปี พ.ศ. 2496 ท่านได้พิจารณาสร้างถาวรวัตถุทางศาสนาขึ้นที่ยอดเขาหวายปลอด (ตำบลชากโดน ) โดยมีข้าราชการพ่อค้าประชาชนร่วมกันบริจาคทรัพย์ สร้างเป็นถาวรวัตถุทางศาสนาโดยตั้งเป็นที่พักสงฆ์ เหล่านี้คือเรื่องของการพัฒนาก่อสร้างโรงเรียนให้แก่ลูกหลานชาวบ้าน จัดตั้งสำนักเรียนให้กับพระภิกษุสามเณรของหลวงพ่อโตจัดว่าท่านเป็นพระผู้สร้างสถานศึกษาอย่างแท้จริง
    ทางด้านวิปัสสนากรรมฐานหลวงพ่อโตท่านมีชื่อเสียงมากโดยเฉพาะเรื่องวิปัสสนาท่านมักธุดงค์ไปนมัสการปูชนียสถานสำคัญๆหลายๆจังหวัด แม้หนทางจะห่างไกลทุรกันดารเพียงใดก็ไม่เคยย่อท้อ ท่านกลับมีมานะ ความเพียรอันยอดเยี่ยม การไปไหนมาไหนของท่านจะใช้การเดินเท้าเป็นหลัก เล่ากันว่าหลวงพ่อโตท่านมาศึกษาวิปัสสนาที่วัดประยูรวงศาวาส (วัดรั้วเหล็ก) และวัดใหม่ย้ายนุ้ยธนบุรี จนได้เป็นอาจารย์ใหญ่นำพระภิกษุที่อยู่ปริวาสตามสถานที่ต่างๆ เป็นนิจจนพรรษามากเข้ามีประสบการณ์มาก ท่านได้รับการขนานนามว่าเป็นยอดพระเกจิอาจารย์แห่งเมืองแกลง จังหวัดระยอง
    พระหมอยาที่โด่งดัง หลวงพ่อโตนอกจากจะเป็นพระนักพัฒนาผู้สร้างและผู้ให้การศึกษาแล้ว นยังเป็นพระหมอยาที่มีชื่อเสียงโด่งดังมาก สมัยก่อนการแพทย์แผนปัจจุบันยังไม่เจริญก้าวหน้าเหมือนสมัยนี้ ชาวบ้านต้องพึ่งตนเอง อาศัยยากลางบ้านคือสมุนไพร รักษาโรคหมอยากลางบ้าน ที่เป็นทั้งฆราวาสและพระภิกษุ จะมีบทบาทมาก ใครเจ็บไข้ได้ป่วยต่างๆก็ต้องพึ่งหมอกลางบ้านให้ช่วยรักษาโรคภัยไข้เจ็บ หลวงพ่อโตท่านสนใจในเรื่องของสมุนไพรรักษาโรคมาก ยามว่างจากภารกิจอื่นๆท่านก็จะมาศึกษาค้นคว้าเรื่องของสมุนไพรอ่าน ตำรับตำราการรักษาโรคภัยไข้เจ็บไปศึกษาจากหมอผู้รู้หลายๆคน แล้วก็นำวิชากลับมาศึกษาการแพทย์แผนโบราณปรุงยารักษาโรคต่างๆ จนกระทั้งเชี่ยวชาญสามารถรักษาผู้เจ็บไข้ได้ป่วยได้ ท่านทำยาดองยาลูกกลอนเอาไว้มาก ใครเจ็บป่วยมาหาท่านๆ ก็จะให้ยาไปทาน เป็นยาวิเศษรักษาได้สารพัดโรค คนเฒ่าคนแก่หลายๆท่านที่ยังมีชีวิตอยู่ และทันสมัยหลวงพ่อโต ได้เล่าว่า ในสมัยหลวงพ่อโต เมื่อท่านมีชื่อเสียงเรื่องรักษาโรคภัยไข้เจ็บได้ ผู้คนก็พากันมาให้ท่านรักษาโรคกันอย่างต่อเนื่อง หลวงพ่อต้องเกณฑ์ลูกศิษย์และชาวบ้านข้างวัด มาช่วยบดยาที่วัด โดยใช้เครื่องบดยาแบบโบราณใช้แรงคนบด พอบดยาเป็นผงเสร็จท่านก็ปรุงยาตามสูตรต่างๆ ส่วนใหญ่ท่านจะทำเป็นยาดองๆ ใส่ตุ่มกันเลยทีเดียว ชาวบ้านที่เจ็บไข้ได้ป่วยทั้งอำเภอแกลงสมัยนั้น จะพากันมาหาท่าน ท่านก็จะให้ไปตักยาดองในตุ่ม ใส่ขวดกลับไปทานที่บ้านเป็นสูตรยาครอบจักรวาลยอดเยี่ยมดีแล
    การรักษาผู้ป่วยของหลวงพ่อโตเล่ากันว่า แม้กระทั้งคนบ้าวิกลจริตก็จะมีญาติพี่น้องพามาให้หลวงพ่อรักษา บางรายมาถึงวัดใหม่ๆ ต้องล่ามขากันเลย หลวงพ่อโตรักษาให้ไม่นาน อาการบ้าคุ้มคลั่งก็หายเป็นปลิดทิ้งเป็นที่เสื่อมใส ศรัทธาจากชาวบ้านเป็นอย่างยิ่ง
    ในเรื่องของวิชาอาคมต่างๆ หลวงพ่อโต เป็นเถรานุเถระที่มีชื่อเสียงมาก เป็นที่เคารพ เลื่อมใสจากประชาชนทั่วทุกสารทิศ ทางวัตถุมงคลและเครื่องรางของขลังของท่านมีชื่อเสียงยิ่งนัก ท่านมักจะได้รับการนิมนต์จากวัดต่างๆให้ไปร่วมพิธีพุทธาภิเษกนั่งปรกอธิฐานจิตมิได้ขาด งานสำคัญเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2507 สมเด็จพระวันรัต (ปุ่น) วัดพระเชตุพนฯ กรุงเทพฯ ได้นิมนต์ไปร่วมงานพุทธาภิเษกพระกริ่งสมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระปรมานุชิตชิโนรสร่วมกับพระอาจารย์ที่มีชื่อเสียงอีก 16 รูป
    กาลสุดท้ายแห่งอายุขัย จวบจนเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2508 ขณะที่ท่านไปทำธุระที่จังหวัดจันทบุรีเกิดอาพาธจึงกลับมารักษาตัวที่พักสงฆ์เขาบ่อทอง แต่อาการก็ไม่ดีขึ้นบรรดาลูกศิษย์ต่างก็พาหลวงพ่อไปรักษาที่โรงพยาบาลอาภากรเกียรติวงค์ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี จนกระทั้งวันที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2508 หลวงพ่อโตได้ถึงแก่มรณภาพอย่างสงบที่โรงพยาบาล เมื่อเวลา 18:45น รวมสิริอายุ 90ปี 7 เดือน 22 วัน สร้างความเศร้าโศกเสียใจแก่ชาวอำเภอแกลงและใกล้เคียงเป็นอันมาก หลังจากที่หลวงพ่อโตได้มรณภาพ พระครูอุดมสิทธิคุณ (หลวงพ่ออั๋น) ก็ขึ้นเป็นเจ้าอาวาสแทนปกครองวัดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2508 – 2520 นานถึง 18ปี ท่านก็มรณภาพลง จากนั้นพระมหาเพียร ปัญญาทีโป หรือพระครูพิทักษ์วิริยะภรณ์ ก็เข้ารับตำแหน่งสมภารปกครองวัดสืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน สังเกตุได้ว่าวัดเขากระโดนนั้นแม้ตั้งมานานแล้ว แต่มีเจ้าอาวาสปกครองวัดน้อยมากทั้งนี้ก็เพราะสมภารแต่ละรูปล้วนอายุยืนทั้งสิ้น
    สมัยที่หลวงพ่อโตมีชีวิตอยู่มีเรื่องเล่ากล่าวขานกันมากมายทั้งเรื่องการดำรงค์ตน ของท่าน เรื่องเชิงอิทธิปฏิหาริย์ต่างๆเล่ากันว่า ท่านเป็นสมภารที่ดุเอาการรูปหนึ่ง เรื่องวิชาอาคมก็แก่กล้ามาก หลวงพ่อโตท่านทำธงผ้ายันต์ขึ้นมา ชุดหนึ่งเรียกว่า ธงพัดโบก มีอิทธฺปฏิหาริย์ประจักษ์ชัด ธงพัดโบกผูกเชือกชักขึ้นยอดเสารับรองฝนไม่ตก ที่วัดเขากระโดนมีเรื่องแปลกมากก็คือฝนมักจะตกที่วัดตลอด ยิ่งใครจัดงานมีมหรสพ รื่นเริงในวัดเป็นต้องฝนตกเรื่องนี้ชาวบ้านทุกคนยืนยันกันมา แต่หากไปขออนุญาตหลวงพ่อ ถ้าหลวงพ่ออนุญาตให้จัดงานได้ ไม่ว่าฝนจะมามืดฟ้ามัวดินทั่วทุกสารทิศเพียงใด ที่วัดเขากระโดนฝนก็จะไม่ตก ก่อนจะเริ่มงานหลวงพ่อจะให้ลูกศาย์นำธงพัดโบกชักขึ้นยอดเสารับรองฝนไปตกที่อื่นหมด แต่พอเสร็จงานชักธงลง ปรากฏว่าฝนได้ตกเทลงมาห่าใหญ่ ทุกครั้งเล่ากันว่า ธงพัดโบกของหลวงพ่อพอชักลงมาจากยอดเสามักหาย แม้ปัจจุบันนี้ก็ตามใครจะจัดมหรสพในบริเวณวัดจะต้องไปบอกกล่าวขอจัดงานที่รูปหล่อองค์หลวงพ่อ และหุ่นขี้ผึ้งจำลองบนศาลารับรองก่อนทุกครั้ง ไม่เช่นนั้นจะเกิดเหตุเภทภัยต่างๆนานาจนงานต้องล้มเลิกไปโดยปริยาย แต่ถ้าไปกราบขอขมาแล้วทุกอย่างจะดำเนินไปด้วยดี

    รูปหล่อองค์หลวงพ่อโตนั้นศักดิ์สิทธิ์นัก ใครมีเรื่องทุกข์ร้อนไปขอให้ท่านช่วยจะสัมฤทธิ์ผลสมความปรารถนา ผู้อาวุโสบอกว่า ที่วัดเขากระโดน จะมีหนังตะลุงสร้างถาวรเลย เพราะชาวบ้านมักบนหนังตะลุงถวายหลวงพ่อ เนื่องจากหลวงพ่อชอบหนังตะลุงจริงๆ แล้วหลวงพ่อโตท่านชอบโขนสด แต่ราคาค่าจ้างโขนสดแพงกว่าหนังตะลุง ก็เลยบนหนังตะลุงกัน ฉะนั้นหนังตะลุงจึงมีที่วัดเขากระโดน มิได้ขาด
    สำหรับวัตถุมงคลนั้นหลวงพ่อโตไม่ค่อยนิยมสร้างเท่าไร รวบรวมแล้วมีไม่กี่รุ่น ยุคแรกท่านสร้างในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ท่านทำเสื้อยันต์แจกทหารหาญที่ออกรบ ทำตระกรุดโทนแจก ปัจจุบันหาดูยากมาก ปี พ.ศ. 2478 หลวงพ่อจัดสร้างเหรียญใบสาเกใหญ่ เนื่องในโอกาสฉลองเปิดโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกบาลีให้ช่างสวัสดิ์ที่จังหวัดจันทบุรี ออกแบบและจัดสร้าง ปี 2484 จัดสร้างเหรียญใบสาเกเล็กออกมาอีกหนึ่งรุ่น ไม่มากนัก เป็นรุ่นการสร้างศาลาการเปรียญ ในปี พ.ศ. 2496 สร้างพระกริ่งหน้ายักษ์และหน้านาง ซึ่งในรุ่นนี้หลวงพ่อยังได้สร้างวัตถุมงคลอีกหลายแบบมีเหรียญรูปไข่ หลังยันต์เฑาะ พระสังกัจจายน์ พระสมเด็จเนื้อฟักทองพิมพิ์ใหญ่ พระสมเด็จนางพระพญาลงรักแดงหลังยันต์เฑาะ พระสมเด็จปรกโพธิ์พิมพ์กลางลงรักแดง ต่อมาท่านได้สร้างรูปเหมือนลอยองค์เนื้อแดงเหลืองรมดำ เป็นรุ่นแรกสร้างแท็งก์น้ำวัดเขาบ่อทอง
    หลังจากที่หลวงพ่อโตมรณภาพทางวัดได้จัดสร้างเหรียญเนื้อเงินรอบเหรียญเป็นรวงข้าว เรียกว่าเหรียญรวงข้าว และทางพลเรือโทสนิท โปษกฤษณะ ผู้บัญชาการฐานทัพเรือสัตหีบได้จัดสร้างเหรียญรูปไข่เนื้อทองแดงขอบเหรียญเป็นรูปพญานาค เรียกเหรียญพญานาค ชุดนี้มีเหรียญเสมาออกมาแจกเป็นที่ระลึกในงานพระราชทานเพลิงศพหลวงพ่อโต
    วัตถุมงคลของหลวงพ่อโตทุกรุ่น เป็นที่ยอมรับในเรื่องอยู่ยงคงกระพันเป็นเลิศ โดยเฉพาะพระกริ่งหน้ายักษ์ มีบทบาทมาก พระกริ่งหน้ายักษ์ เป็นสุดยอดวัตถุมงคลที่หายากรองลงมาจาก พระสังกัจจายน์ พิมพ์ใหญ่ และรูปหล่อตัวหนอน ส่วนพระกริ่งหน้านาง มีชื่อเสียงทางด้านเมตตามหานิยม ค้าขายดีนักแล
    วัดเขากระโดนในปัจจุบัน ในยุคของท่านพระครูพิทักษ์วิริยาภรณ์ เป็นเจ้าอาวาสรูปปัจจุบัน ท่านสนใจพัฒนาสมองคนมากกว่าวัตถุมงคล ท่านสืบทอดเจตนารมณ์ของพระอาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่คือ หลวงพ่อโต โดยให้การศึกษาพระเณร จัดให้วัดเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ในชุมชน ให้สถานที่วัดเป็นศูนย์กลางการเรียนพิมพ์ดีด เรียนดนตรีไทย และจัดสร้างพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านขึ้นที่ใต้ถุนโบสถ์หลังใหญ่ ซึ่งขณะนี้กำลังก่อสร้างยังไม่แล้วเสร็จ รอให้สาธุชนคนใจบุญไปช่วยกันสานต่อ เป็นโบสถ์ใหม่แทนหลังเก่าที่ชำรุดทรุดโทรมมาก
    วัดเขากระโดนทุกวันนี้ เป็นวัดพัฒนาตัวอย่างเป็นศูนย์กลางที่ให้ความรู้แก่ชาวบ้านอย่างแท้จริง ท่านเจ้าอาวาสยังทำสวนสมุนไพรไว้ในที่ธรณีสงฆ์ ไม่ไกลจากวัดอีก 1 แปลง เนื้อที 14 ไร่ เพื่อให้ผู้ที่สนใจเรื่องสมุนไพรได้ไปศึกษากัน
    พระครูนิวาสธรรมสาร หรือหลวงพ่อโต วัดเขาซากกระโดน(วัดใน) ท่านเป็นอดีตพระเกจิ อาจารย์ที่โด่งดังอีกท่านหนึ่งของเมืองระยอง ท่านอยู่ในยุคเดียวกันกับ หลวงปู่หิน วัดหนองสนม หลวงปู่อี๋ วัดสัตหีบ และท่านเป็น อาจารย์ของ หลวงปู่คร่ำ วัดวังหว้า และ หลวงปู่บุญ วัด บ้านนา ลูกศิษย์ที่นับถือท่านส่วนใหญ่ล้วนแต่เป็นทหารเรือ และชาวบ้านแถว อ.แกลง และ จ.ระยอง ทั้งนั้น นักสะสมพระเครื่องรุ่นเก่าเมืองระยองล้วนบูชาพระของหลวงพ่อโต กันทั้งนั้นครับ.

    ข้อมูลประวัติ หลวงพ่อโต วัดเขาบ่อทอง จ.ระยอง

    หลวงพ่อโต วัดเขาบ่อทอง มีนามเดิมว่า โต รัตนวิจิตร เป็นบุตรนายเกิด นางเพี้ยน รัตนวิจิตร ท่านเกิดเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2418 ตรงกับวันจันทร์ เดือน 11 ขึ้น 7 ค่ำ ที่บ้านตำบลชากโดน อำเภอแกลง จังหวัดระยอง มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน 2 คน และพี่น้องต่างมารดา 5 คน
    วัยเด็กเมื่อท่านอายุ 7 ขวบ บิดามารดาของท่านได้เสียชีวิตลงไป นายดง กับนางเคลือบ ผู้เป็นตากับยายได้นำเด็กชายโตไปฝากไว้กับ พระอาจารย์เจียม เจ้าอาวาสวัดเขากระโดน โดยเป็นเด็กคอยรับใช้พระอาจารย์เจียม ขณะที่อยู่รับใช้พระอาจารย์เจียม เด็กชายโตได้ศึกษาเล่าเรียนเขียนอ่านปฐม ก.กา จนกระทั้งอายุได้ 10 ขวบ พระอาจารย์เจียม ได้ส่งเด็กชายโตไปอยู่กับหลวงพ่อเทียน หรือพระอุปัชฌาย์เทียน ที่วัดเนินฆ้อ อำเภอแกลง จังหวัดระยอง และได้บรรพชาเป็นสามเณรในเวลาต่อมา
    สามเณรโตศึกษาเล่าเรียน พระธรรมวินัยอย่างจริงจัง โดยได้เล่าเรียนพระวินัย ทั้งภาษาไทย บาลี สันสฤต และภาษาขอม จนมีความสามารถอ่านเขียนอักขระเลขยันต์ต่างๆ ได้เป็นอย่างดี ซึ่งจัดเป็นสามเณรรูปหนึ่งของจังหวัดระยอง ที่เก่งรูปหนึ่งเลยที่เดียว จนกาลเวลาผ่านไปมีอายุได้ 20 ปี สามเณรโตจึ่งได้เข้าพิธีอุปสมบท ณ อุโบสถวัดตะปอนใหญ่ อำเภอขลุง จังหวัดจันทบุรี โดยมีนายหอม และนางปี๊ด อาจดี ผู้เป็นญาตินำไปฝากอุปสมบทมี พระอธิการเพ็ชร เจ้าอาวาสวัดตะปอน เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์สอ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระอาจารย์ปลวด เป็นพระอนุสาวนาจารย์ โดยได้รับฉายาว่า “ ติสฺโส ”
    ในพรรษาแรกพระโต ติสฺโส ได้จำพรรษาอยู่ที่วัดตะปอน พอมาถึงพรรษาที่สอง ท่านได้ย้ายไปจำพรรษาอยู่ที่วัดพญาล่าง ในอำเภอมะขาม จังหวัดจันทบุรี อยู่วัดพญาล่างได้ 2 ปี ท่านได้ย้ายมาจำพรรษาที่วัดเนินค้อ อำเภอแกลง ซึ่งเป็นวัดที่ท่านได้บรรพชาเป็นสามเณร ต่อมาในวันที่ 15 เดือนกรกฎาคม 2445 พระอาจารย์โต ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดเขากระโดน ตำบลชากกระโดน อำเภอแกลง โดยคำสั่งแต่งตั้งของ พระสังฆปาโมกข์ ยังความปลาบปลื้มยินดีต่อชาวชากกระโดนเป็นอย่างยิ่ง
    วัดเขากระโดน สร้างขึ้นเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2407 โดยมีพระอธิการมุ้ย และอำแดงทิม พร้อมชาวบ้านร่วมแรงร่วมใจกันสร้างวัดขึ้นมา โดยได้รับการบริจาคที่ดินจาก อำแดงทิม จำนวน 14 ไร่ เมื่อทำการสร้างแล้วเสร็จก็ได้รียกขานชื่อวัดว่า “ วัดบ้านป่า” โดยมีเขตพระอุโบสถยาว 13 วา กว้าง 10 วา โปรดให้ผู้สำเร็จราชการเมืองปักกำหนดให้ตามประสงค์พระราชอุทิศที่นั้นเป็นที่ วิสุงคามสีมา ยกเป็นแผนกหนึ่งต่างหากจากพระราชทานอาณาเขตเป็นที่วิเศษสำหรับพระสงฆ์ จตุรทิศทั้งสี่ทำสังฆกรรม มีอุโบสถเป็นต้น พระราชทานตั้ง ค่ำมีฉลูสัปตศกพระพุทธศาสน์ล่วง 2408
    ต่อมามีการเปลี่ยนชื่อวัดเป็น คีรินธรธาราม โดยมีหลักฐานการแต่งตั้งเจ้าอาวาสคือ พระอธิการมุ้ย ตั้ง ณ วันที่ 15 มกราคม ร.ศ. 121 พระพุทธศาสน์ล่วงได้ 2445 ประทับตราสังฆปาโมกข์ ภายหลังจากสิ้นพระอธิการมุ้ย พระอธิการโต ก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสปกครองวัดรูปต่อมา เมื่อได้เป็นเจ้าอาวาสได้ทำการพัฒนาวัดจนเจริญรุ่งเรืองเป็นที่รู้จักของพุทธศาสนิกชน ทั่งทุกสารทิศ ต่อมาในปี พ.ศ. 2463 พระญาณวราพร รองเจ้าคณะแขวงจันทบุรี ได้ตรวจเยี่ยมคณะสงฆ์ที่อำเภอแกลง โดยท่านได้แวะพักที่วัดทะเลน้อยก่อน จากนั้นก็มาแวะพักที่วัดช่องมรรคา ในขณะที่แวะพักที่วัดช่องมรรคา ท่านได้ได้พิจารณาชื่อวัดต่างๆในหลายๆวัดชื่อไม่สอดคล้องกับหมู่บ้าน ยากต่อการจำจึงได้ทำการเปลี่ยนชื่อวัดบางวัด เช่น วัดหว่างคีรีคงคาราม เป็นวัดเนินฆ้อ วัดช่องมรรคา เป็นวัดหนองแพงพวย วัดป่าเรไร เป็นวัดจำรุง วัดเขาคีรินธรธาราม เป็นวัดเขากระโดน วัดป่าชละธาร เป็นวัดป่ากร่ำ

    ในช่วงสมัยที่หลวงพ่อโต ปกครองวัดเขากระโดน ได้ทำการเปิดโรงเรียนสอนนักธรรมชั้นตรี ถึงชั้นเอก เมื่อปี พ.ศ. 2446 พระและเณรในแถบตำบลเนินค้อ ตำบลกร่ำและใกล้เคียง ต่างก็มาเล่าเรียนภาษาบาลีที่นี้ ในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2467 หลวงพ่อโต ได้รับพระราชทานสัญญาบัตรพัดยศเป็น “ พระครูนิวาสธรรมสาร ” วันที่ 8 มิถุนายน 2468 หลวงพ่อโต ได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการศึกษาอำเภอแกลง จังหวัดระยอง ต่อมาได้ก่อตั้งโรงเรียนประชาบาลวัดเขากระโดนขึ้น เปิดเรียนเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2474 และเมื่อถึงวันที่ 19 มีนาคม 2475 หลวงพ่อโตได้รับการแต่งตั้งเป็น “ พระอุปัชฌาย์ ”
    หลวงพ่อโตท่านได้พัฒนาและก่อตั้งโรงเรียนประชาบาลในท้องถิ่นอื่นๆ กล่าวคือ ในวันที่ 4 กันยายน 2478 ท่านได้ก่อตั้งโรงเรียนประชาบาล ตำบลชากโดน 2 ที่บ้านชากบก ( บุนนาค ) ในปี พ.ศ. 2510 ท่านได้ตั้งโรงเรียนแกลง ( นิวาสบำรุง ) ซึ่งต่อมาได้ร่วมกับโรงเรียนบ้านชากบกเปิดสอนถึงชั้นประถมปีที่ 7 และเปลี่ยนชื่อเป็น “ โรงเรียนนิวาสกัลยาประชารักษ์ ” หรือ “ โรงเรียนบุนนาค ” ในปัจจุบัน และในปี พ.ศ. 2478 หลวงพ่อโตท่านได้จัดตั้งโรงเรียนแผนกบาลีขึ้นที่วัดเขากระโดน เป็นสำนักบาลีแห่งแรกของจังหวัดระยอง โดยสร้างอาคารรวบรวมหลักสูตรการศึกษาบาลีไว้ครบถ้วน จัดหาพระจากเมืองหลวงที่มีความสามารถและชำนาญมาเป็นครูสอนบาลี และทางกระทรวงศึกษาธิการได้ตั้งชื่อโรงเรียนว่า “ โตวิทยาคม ” ในปีแรกมีพระสอบเปรียญ 3 และ เปรียญ 4 หลายรูป และน่าเสียดายที่ต่อมาโรงเรียนต้องมาหยุดทำการสอนเมื่อปี พ.ศ. 2491
    ปี พ.ศ. 2475 พระราชกวี เจ้าคณะมณฑล แนะนำให้สร้างวัดขึ้นที่ตำบลชากบาก หลวงพ่อโตได้ร่วมกับชาวบ้านจัดตั้งเป็นสำนักสงฆ์ชากบาก ขึ้นมาก่อน ต่อมาปี พ.ศ. 2484 จึงได้รับพระราชทานวิสุงคามสรมาให้เปลี่ยนชื่อเป็น วัดบุนนาค มาจนทุกวันนี้
    ปี พ.ศ. 2480 หลวงพ่อโตเริ่มสร้างสำนักสงฆ์บ้านสองสลึง และยกฐานะเป็นวัด คีรีวราราม เมื่อวันที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2500
    ปี พ.ศ. 2496 ท่านได้พิจารณาสร้างถาวรวัตถุทางศาสนาขึ้นที่ยอดเขาหวายปลอด (ตำบลชากโดน ) โดยมีข้าราชการพ่อค้าประชาชนร่วมกันบริจาคทรัพย์ สร้างเป็นถาวรวัตถุทางศาสนาโดยตั้งเป็นที่พักสงฆ์ เหล่านี้คือเรื่องของการพัฒนาก่อสร้างโรงเรียนให้แก่ลูกหลานชาวบ้าน จัดตั้งสำนักเรียนให้กับพระภิกษุสามเณรของหลวงพ่อโตจัดว่าท่านเป็นพระผู้สร้างสถานศึกษาอย่างแท้จริง
    ทางด้านวิปัสสนากรรมฐานหลวงพ่อโตท่านมีชื่อเสียงมากโดยเฉพาะเรื่องวิปัสสนาท่านมักธุดงค์ไปนมัสการปูชนียสถานสำคัญๆหลายๆจังหวัด แม้หนทางจะห่างไกลทุรกันดารเพียงใดก็ไม่เคยย่อท้อ ท่านกลับมีมานะ ความเพียรอันยอดเยี่ยม การไปไหนมาไหนของท่านจะใช้การเดินเท้าเป็นหลัก เล่ากันว่าหลวงพ่อโตท่านมาศึกษาวิปัสสนาที่วัดประยูรวงศาวาส (วัดรั้วเหล็ก) และวัดใหม่ย้ายนุ้ยธนบุรี จนได้เป็นอาจารย์ใหญ่นำพระภิกษุที่อยู่ปริวาสตามสถานที่ต่างๆ เป็นนิจจนพรรษามากเข้ามีประสบการณ์มาก ท่านได้รับการขนานนามว่าเป็นยอดพระเกจิอาจารย์แห่งเมืองแกลง จังหวัดระยอง
    พระหมอยาที่โด่งดัง หลวงพ่อโตนอกจากจะเป็นพระนักพัฒนาผู้สร้างและผู้ให้การศึกษาแล้ว นยังเป็นพระหมอยาที่มีชื่อเสียงโด่งดังมาก สมัยก่อนการแพทย์แผนปัจจุบันยังไม่เจริญก้าวหน้าเหมือนสมัยนี้ ชาวบ้านต้องพึ่งตนเอง อาศัยยากลางบ้านคือสมุนไพร รักษาโรคหมอยากลางบ้าน ที่เป็นทั้งฆราวาสและพระภิกษุ จะมีบทบาทมาก ใครเจ็บไข้ได้ป่วยต่างๆก็ต้องพึ่งหมอกลางบ้านให้ช่วยรักษาโรคภัยไข้เจ็บ หลวงพ่อโตท่านสนใจในเรื่องของสมุนไพรรักษาโรคมาก ยามว่างจากภารกิจอื่นๆท่านก็จะมาศึกษาค้นคว้าเรื่องของสมุนไพรอ่าน ตำรับตำราการรักษาโรคภัยไข้เจ็บไปศึกษาจากหมอผู้รู้หลายๆคน แล้วก็นำวิชากลับมาศึกษาการแพทย์แผนโบราณปรุงยารักษาโรคต่างๆ จนกระทั้งเชี่ยวชาญสามารถรักษาผู้เจ็บไข้ได้ป่วยได้ ท่านทำยาดองยาลูกกลอนเอาไว้มาก ใครเจ็บป่วยมาหาท่านๆ ก็จะให้ยาไปทาน เป็นยาวิเศษรักษาได้สารพัดโรค คนเฒ่าคนแก่หลายๆท่านที่ยังมีชีวิตอยู่ และทันสมัยหลวงพ่อโต ได้เล่าว่า ในสมัยหลวงพ่อโต เมื่อท่านมีชื่อเสียงเรื่องรักษาโรคภัยไข้เจ็บได้ ผู้คนก็พากันมาให้ท่านรักษาโรคกันอย่างต่อเนื่อง หลวงพ่อต้องเกณฑ์ลูกศิษย์และชาวบ้านข้างวัด มาช่วยบดยาที่วัด โดยใช้เครื่องบดยาแบบโบราณใช้แรงคนบด พอบดยาเป็นผงเสร็จท่านก็ปรุงยาตามสูตรต่างๆ ส่วนใหญ่ท่านจะทำเป็นยาดองๆ ใส่ตุ่มกันเลยทีเดียว ชาวบ้านที่เจ็บไข้ได้ป่วยทั้งอำเภอแกลงสมัยนั้น จะพากันมาหาท่าน ท่านก็จะให้ไปตักยาดองในตุ่ม ใส่ขวดกลับไปทานที่บ้านเป็นสูตรยาครอบจักรวาลยอดเยี่ยมดีแล
    การรักษาผู้ป่วยของหลวงพ่อโตเล่ากันว่า แม้กระทั้งคนบ้าวิกลจริตก็จะมีญาติพี่น้องพามาให้หลวงพ่อรักษา บางรายมาถึงวัดใหม่ๆ ต้องล่ามขากันเลย หลวงพ่อโตรักษาให้ไม่นาน อาการบ้าคุ้มคลั่งก็หายเป็นปลิดทิ้งเป็นที่เสื่อมใส ศรัทธาจากชาวบ้านเป็นอย่างยิ่ง
    ในเรื่องของวิชาอาคมต่างๆ หลวงพ่อโต เป็นเถรานุเถระที่มีชื่อเสียงมาก เป็นที่เคารพ เลื่อมใสจากประชาชนทั่วทุกสารทิศ ทางวัตถุมงคลและเครื่องรางของขลังของท่านมีชื่อเสียงยิ่งนัก ท่านมักจะได้รับการนิมนต์จากวัดต่างๆให้ไปร่วมพิธีพุทธาภิเษกนั่งปรกอธิฐานจิตมิได้ขาด งานสำคัญเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2507 สมเด็จพระวันรัต (ปุ่น) วัดพระเชตุพนฯ กรุงเทพฯ ได้นิมนต์ไปร่วมงานพุทธาภิเษกพระกริ่งสมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระปรมานุชิตชิโนรสร่วมกับพระอาจารย์ที่มีชื่อเสียงอีก 16 รูป
    กาลสุดท้ายแห่งอายุขัย จวบจนเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2508 ขณะที่ท่านไปทำธุระที่จังหวัดจันทบุรีเกิดอาพาธจึงกลับมารักษาตัวที่พักสงฆ์เขาบ่อทอง แต่อาการก็ไม่ดีขึ้นบรรดาลูกศิษย์ต่างก็พาหลวงพ่อไปรักษาที่โรงพยาบาลอาภากรเกียรติวงค์ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี จนกระทั้งวันที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2508 หลวงพ่อโตได้ถึงแก่มรณภาพอย่างสงบที่โรงพยาบาล เมื่อเวลา 18:45น รวมสิริอายุ 90ปี 7 เดือน 22 วัน สร้างความเศร้าโศกเสียใจแก่ชาวอำเภอแกลงและใกล้เคียงเป็นอันมาก หลังจากที่หลวงพ่อโตได้มรณภาพ พระครูอุดมสิทธิคุณ (หลวงพ่ออั๋น) ก็ขึ้นเป็นเจ้าอาวาสแทนปกครองวัดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2508 – 2520 นานถึง 18ปี ท่านก็มรณภาพลง จากนั้นพระมหาเพียร ปัญญาทีโป หรือพระครูพิทักษ์วิริยะภรณ์ ก็เข้ารับตำแหน่งสมภารปกครองวัดสืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน สังเกตุได้ว่าวัดเขากระโดนนั้นแม้ตั้งมานานแล้ว แต่มีเจ้าอาวาสปกครองวัดน้อยมากทั้งนี้ก็เพราะสมภารแต่ละรูปล้วนอายุยืนทั้งสิ้น
    สมัยที่หลวงพ่อโตมีชีวิตอยู่มีเรื่องเล่ากล่าวขานกันมากมายทั้งเรื่องการดำรงค์ตน ของท่าน เรื่องเชิงอิทธิปฏิหาริย์ต่างๆเล่ากันว่า ท่านเป็นสมภารที่ดุเอาการรูปหนึ่ง เรื่องวิชาอาคมก็แก่กล้ามาก หลวงพ่อโตท่านทำธงผ้ายันต์ขึ้นมา ชุดหนึ่งเรียกว่า ธงพัดโบก มีอิทธฺปฏิหาริย์ประจักษ์ชัด ธงพัดโบกผูกเชือกชักขึ้นยอดเสารับรองฝนไม่ตก ที่วัดเขากระโดนมีเรื่องแปลกมากก็คือฝนมักจะตกที่วัดตลอด ยิ่งใครจัดงานมีมหรสพ รื่นเริงในวัดเป็นต้องฝนตกเรื่องนี้ชาวบ้านทุกคนยืนยันกันมา แต่หากไปขออนุญาตหลวงพ่อ ถ้าหลวงพ่ออนุญาตให้จัดงานได้ ไม่ว่าฝนจะมามืดฟ้ามัวดินทั่วทุกสารทิศเพียงใด ที่วัดเขากระโดนฝนก็จะไม่ตก ก่อนจะเริ่มงานหลวงพ่อจะให้ลูกศาย์นำธงพัดโบกชักขึ้นยอดเสารับรองฝนไปตกที่อื่นหมด แต่พอเสร็จงานชักธงลง ปรากฏว่าฝนได้ตกเทลงมาห่าใหญ่ ทุกครั้งเล่ากันว่า ธงพัดโบกของหลวงพ่อพอชักลงมาจากยอดเสามักหาย แม้ปัจจุบันนี้ก็ตามใครจะจัดมหรสพในบริเวณวัดจะต้องไปบอกกล่าวขอจัดงานที่รูปหล่อองค์หลวงพ่อ และหุ่นขี้ผึ้งจำลองบนศาลารับรองก่อนทุกครั้ง ไม่เช่นนั้นจะเกิดเหตุเภทภัยต่างๆนานาจนงานต้องล้มเลิกไปโดยปริยาย แต่ถ้าไปกราบขอขมาแล้วทุกอย่างจะดำเนินไปด้วยดี

    รูปหล่อองค์หลวงพ่อโตนั้นศักดิ์สิทธิ์นัก ใครมีเรื่องทุกข์ร้อนไปขอให้ท่านช่วยจะสัมฤทธิ์ผลสมความปรารถนา ผู้อาวุโสบอกว่า ที่วัดเขากระโดน จะมีหนังตะลุงสร้างถาวรเลย เพราะชาวบ้านมักบนหนังตะลุงถวายหลวงพ่อ เนื่องจากหลวงพ่อชอบหนังตะลุงจริงๆ แล้วหลวงพ่อโตท่านชอบโขนสด แต่ราคาค่าจ้างโขนสดแพงกว่าหนังตะลุง ก็เลยบนหนังตะลุงกัน ฉะนั้นหนังตะลุงจึงมีที่วัดเขากระโดน มิได้ขาด
    สำหรับวัตถุมงคลนั้นหลวงพ่อโตไม่ค่อยนิยมสร้างเท่าไร รวบรวมแล้วมีไม่กี่รุ่น ยุคแรกท่านสร้างในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ท่านทำเสื้อยันต์แจกทหารหาญที่ออกรบ ทำตระกรุดโทนแจก ปัจจุบันหาดูยากมาก ปี พ.ศ. 2478 หลวงพ่อจัดสร้างเหรียญใบสาเกใหญ่ เนื่องในโอกาสฉลองเปิดโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกบาลีให้ช่างสวัสดิ์ที่จังหวัดจันทบุรี ออกแบบและจัดสร้าง ปี 2484 จัดสร้างเหรียญใบสาเกเล็กออกมาอีกหนึ่งรุ่น ไม่มากนัก เป็นรุ่นการสร้างศาลาการเปรียญ ในปี พ.ศ. 2496 สร้างพระกริ่งหน้ายักษ์และหน้านาง ซึ่งในรุ่นนี้หลวงพ่อยังได้สร้างวัตถุมงคลอีกหลายแบบมีเหรียญรูปไข่ หลังยันต์เฑาะ พระสังกัจจายน์ พระสมเด็จเนื้อฟักทองพิมพิ์ใหญ่ พระสมเด็จนางพระพญาลงรักแดงหลังยันต์เฑาะ พระสมเด็จปรกโพธิ์พิมพ์กลางลงรักแดง ต่อมาท่านได้สร้างรูปเหมือนลอยองค์เนื้อแดงเหลืองรมดำ เป็นรุ่นแรกสร้างแท็งก์น้ำวัดเขาบ่อทอง
    หลังจากที่หลวงพ่อโตมรณภาพทางวัดได้จัดสร้างเหรียญเนื้อเงินรอบเหรียญเป็นรวงข้าว เรียกว่าเหรียญรวงข้าว และทางพลเรือโทสนิท โปษกฤษณะ ผู้บัญชาการฐานทัพเรือสัตหีบได้จัดสร้างเหรียญรูปไข่เนื้อทองแดงขอบเหรียญเป็นรูปพญานาค เรียกเหรียญพญานาค ชุดนี้มีเหรียญเสมาออกมาแจกเป็นที่ระลึกในงานพระราชทานเพลิงศพหลวงพ่อโต
    วัตถุมงคลของหลวงพ่อโตทุกรุ่น เป็นที่ยอมรับในเรื่องอยู่ยงคงกระพันเป็นเลิศ โดยเฉพาะพระกริ่งหน้ายักษ์ มีบทบาทมาก พระกริ่งหน้ายักษ์ เป็นสุดยอดวัตถุมงคลที่หายากรองลงมาจาก พระสังกัจจายน์ พิมพ์ใหญ่ และรูปหล่อตัวหนอน ส่วนพระกริ่งหน้านาง มีชื่อเสียงทางด้านเมตตามหานิยม ค้าขายดีนักแล
    วัดเขากระโดนในปัจจุบัน ในยุคของท่านพระครูพิทักษ์วิริยาภรณ์ เป็นเจ้าอาวาสรูปปัจจุบัน ท่านสนใจพัฒนาสมองคนมากกว่าวัตถุมงคล ท่านสืบทอดเจตนารมณ์ของพระอาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่คือ หลวงพ่อโต โดยให้การศึกษาพระเณร จัดให้วัดเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ในชุมชน ให้สถานที่วัดเป็นศูนย์กลางการเรียนพิมพ์ดีด เรียนดนตรีไทย และจัดสร้างพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านขึ้นที่ใต้ถุนโบสถ์หลังใหญ่ ซึ่งขณะนี้กำลังก่อสร้างยังไม่แล้วเสร็จ รอให้สาธุชนคนใจบุญไปช่วยกันสานต่อ เป็นโบสถ์ใหม่แทนหลังเก่าที่ชำรุดทรุดโทรมมาก
    วัดเขากระโดนทุกวันนี้ เป็นวัดพัฒนาตัวอย่างเป็นศูนย์กลางที่ให้ความรู้แก่ชาวบ้านอย่างแท้จริง ท่านเจ้าอาวาสยังทำสวนสมุนไพรไว้ในที่ธรณีสงฆ์ ไม่ไกลจากวัดอีก 1 แปลง เนื้อที 14 ไร่ เพื่อให้ผู้ที่สนใจเรื่องสมุนไพรได้ไปศึกษากัน
    พระครูนิวาสธรรมสาร หรือหลวงพ่อโต วัดเขาซากกระโดน(วัดใน) ท่านเป็นอดีตพระเกจิ อาจารย์ที่โด่งดังอีกท่านหนึ่งของเมืองระยอง ท่านอยู่ในยุคเดียวกันกับ หลวงปู่หิน วัดหนองสนม หลวงปู่อี๋ วัดสัตหีบ และท่านเป็น อาจารย์ของ หลวงปู่คร่ำ วัดวังหว้า และ หลวงปู่บุญ วัด บ้านนา ลูกศิษย์ที่นับถือท่านส่วนใหญ่ล้วนแต่เป็นทหารเรือ และชาวบ้านแถว อ.แกลง และ จ.ระยอง ทั้งนั้น นักสะสมพระเครื่องรุ่นเก่าเมืองระยองล้วนบูชาพระของหลวงพ่อโต กันทั้งนั้นครับ.

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    พระสมเด็จพระประธานหลังหลวงพ่อโตแจกงานพระราชทานเพลิงศพ ปี๒๕๑๙ พิธีใหญ่ ลป.โต๊ะและเกจิอาจารย์ในยุคและศิษย์ ของท่าน

    ให้บูชา 200 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260111_165135.jpg IMG_20260111_165151.jpg
     
  17. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    13,961
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1768126466612.jpg 1768126264478.jpg

    พิธีใหญ่เกจิอาจารย์ ๑๐๘
    หลวงปู่หมุนร่วมปลุกเสกครับ ชักยันต์กลางอากาศ

    เหรียญพระพุทธมหาสุวรรณปฏิมากร (หลวงพ่อทองคำ) เหรียญเฉลิมพระเกียรติ ปี.พศ.๒๕๔๒ ในหลวง ร.๙ ครบ ๖ รอบพระชนมพรรษา วัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร กทม.หลวงปู่หมุน ฐิตสีโล วัดบ้านจาน ร่วมปลุกเสก
    สุดยอดวัตถุมงคลอีกหนึ่งรุ่น ท่านเจ้าคุณธงชัย จัดสร้างเเละได้นำเข้าพิธีปลุกเสกอย่างเข้มขลัง.พิธีปลุกเสก
    วันที่26 พฤศจิกายน 2542 วัดไตรมิตร พิธีเฉลิมพระเกียรติ์ในหลวง ร.9ครองราช72พรรษาเเละฉลองซุ้มประตูจีนวันที่ 31 ธันวาคม 2542 วัดไตรมิตร เกจิ108รูป (หลวงปู่หมุน วัดบ้านจานร่วมพิธีปลุกเสก) โดยหลวงปู่หมุนได้ใช้นิ้วมือชี้ออกไปเป็นการชักยันต์กลางอากาศ
    ซึ่งหลวงปู่ได้ทำซ้ำๆเเบบนั้นถึง 3 รอบเป็นที่อัศจรรย์

    .....
    พระพุทธมหาสุวรรณปฏิมากร
    หลวงพ่อทองคำสุโขทัยไตรมิตร

    #เรื่องประวัติหลวงพ่อทองคำ

    "กลางเมืองสุโขทัยนี้มีพิหาร มีพระพุทธรูปทอง มีพระอัฏฐารส มีพระพุทธรูปอันใหญ่ มีพระพุทธรูปอันราม"

    ความตอนหนึ่งในศิลาจารึก หลักที่ ๑
    ของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช กรุงสุโขทัย

    #ประวัติหลวงพ่อทองคำ
    ชื่อ พระพุทธมหาสุวรรณปฏิมากร
    ชื่อสามัญ หลวงพ่อทองคำสุโขทัยไตรมิตร
    ชื่อที่นิยมเรียกกันทั่วไปว่า หลวงพ่อทองคำ
    เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ศิลปะสุโขทัย

    หลวงพ่อทองคำ ยุคสมัยกรุงสุโขทัย
    หลวงพ่อทองคำ พระพุทธลักษณะงดงามยิ่ง
    หลวงพ่อทองคำ พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์แผ่นดินไทย
    หลวงพ่อทองคำ วัดไตรมิตรวิทยาราม (วัดสามจีน)

    ขนาดความกว้าง ๖ ศอก ๕ นิ้ว (๓.๑๐ เมตร)
    ขนาดความสูง ๗ ศอก ๑ คืบ ๙ นิ้ว (๓.๙๔ เมตร)
    วัสดุทองคำแท้ น้ำหนัก ๕.๕ ตัน (๕,๕๐๐ กิโลกรัม)
    เป็นพระพุทธรูปทองคำแท้ในสมัยกรุงสุโขทัย

    สามารถแยกออกจากกันได้ ๙ ส่วน
    คือ พระเศียร ๑ ส่วน พระองค์ ๑ ส่วน
    พระพาหาข้างละ ๓ ส่วน
    และพระเพลาอีก ๑ ส่วน
    นอกจากนี้ยังมีพระเกตุมาลาซึ่งแยกไว้ต่างหาก

    แต่โบราณกาลมา
    ชาวพุทธไม่ได้มองพระพุทธรูปเป็นแค่วัตถุ
    แต่เป็นสิ่งที่มีความสำคัญทางจิตใจ
    เมื่อเห็นว่าพระพุทธรูปองค์ใด
    เสี่ยงต่อมนุษย์ใจบาป
    โดยเฉพาะพระพุทธรูปที่สร้างจากวัตถุมีค่า
    เช่น ทองคำ ก็จะเอาปูนโบกปิดซ่อนไว้
    ให้ดูเป็นของไม่มีราคา

    แต่ก็มีค่าทางจิตใจเหมือนเดิม เพราะเป็นการเห็นด้วยปัญญา ด้วยใจ ไม่ใช่เห็นแค่ตา แต่เมื่อคนที่ซ่อนไว้ตายไปไม่มีใครรู้เห็น พระพุทธรูปที่ถูกซ่อนจึงเป็นความลับอยู่ตลอด จนกว่าจะถูกพบโดยบังเอิญ ซึ่งก็มีการพบแล้วหลายองค์ และที่ยังไม่พบก็คงมีอยู่ไม่น้อย

    #พระพุทธรูปที่ถูกซ่อนไว้และถูกค้นพบ เป็นข่าวเกรียวกราวที่สุดในยุคนี้ คงไม่มีองค์ไหนที่สร้างความตื่นเต้นได้เท่า พระพุทธรูปทองคำวัดไตรมิตรวิทยาราม ซึ่งพบเมื่อปี พ.ศ.๒๔๙๘ จากนั้นก็ค้นพบพระพุทธรูปทองคำแบบนี้อีกหลายองค์ แต่พระพุทธรูปทองคำวัดไตรมิตรเป็นองค์ใหญ่ที่สุด หนักถึง ๕ ตัน และเป็นทองคำบริสุทธิ์ที่สุด จนกินเนสบุ๊คต้องบันทึก

    ตามประวัติที่สำนักนายกรัฐมนตรีพิมพ์แจกในงานทอดกฐินพระราชทาน ณ วัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร เมื่อวันที่ ๑๘ ตุลาคม ๒๕๑๔ กล่าวไว้ว่า

    “เดิมพระพุทธรูปทององค์นี้ ประดิษฐานอยู่ที่พระวิหารหลวง วัดมหาธาตุ กรุงสุโขทัย แต่แล้วหายสาบสูญไปเพราะมีผู้เอาปูนปั้นหุ้มไว้ ต้นเหตุของการเอาปูนหุ้มสันนิษฐานได้ ๓ ประการ ประการที่ ๑ หุ้มตั้งแต่สมเด็จพระบรมราชาธิราช (ขุนหลวงพะงั่ว) เสด็จขึ้นไปตีอาณาจักรสุโขทัย ชาวสุโขทัยกลัวจะอัญเชิญพระพุทธรูปทองคำลงมา จึงปั้นปูนหุ้มไว้ ประการที่ ๒ หุ้มเพราะครั้งนั้นข้าศึกจะมาทำลายหรือเอาไฟสำรอกเอาทองออก ครั้งกรุงศรีอยุธยาแตกเมื่อพุทธศักราช ๒๓๑๐ เพราะครั้งนั้นข้าศึกได้เอาไฟเที่ยวสุมสำรอกเอาทองคำเสียอเนกอนันต์ เช่นพระพุทธศรีสรรเพชญ์ ก็ถูกข้าศึกเอาไฟสุมละลายลงมาทั้งองค์ ประการที่ ๓ ขุนนางผู้ใหญ่คนใดคนหนึ่งคงจะขึ้นไปพบเห็นเข้า เมื่อปรากฏว่ามีพระพุทธลักษณะงดงามมาก ก็ใคร่จะอัญเชิญมาประทับประดิษฐานที่วัดแห่งสกุลของตน หรือครั้งนั้นอาจไม่ทราบว่าเป็นพระพุทธรูปทองก็ได้ เพราะเอาปูนปั้นหุ้มไว้หนามาก แต่อย่างไรก็ตาม ปรากฏหลักฐานว่า เท่าที่อยู่วัดโชตินาราม (วัดพระยาไกร) นั้น คงมาเมื่อต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ในสมัยแผ่นดินของ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ นี่เอง”

    #วัดโชตินารามเป็นวัดที่พระยาไกรโกษา (บุญมา) กรมพระคลังวังหน้า ในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว สร้างมาตั้งแต่ยังเป็น พระยาโชฎึกราชเศรษฐี ในสมัยแผ่นดินของ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ แต่เมื่อมาถึงสมัยรัชกาลที่ ๕ ย่านบางคอแหลมริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นทำเลที่บริษัทฝรั่งเข้ามาเช่าทำท่าเรือกันมาก วัดพระยาไกรก็เลยถูกบุกรุกแคบลงทุกทีจนกลายเป็นวัดร้าง

    บริษัทอิสเอเชียติก จำกัดได้ขอเช่าเป็นที่ทำการของบริษัท เมื่อได้รับอนุญาตแล้วก็ได้รื้อถอนเสนาสนะสงฆ์ที่หักพังจนหมดสิ้น เหลือเพียงพระอุโบสถที่มีพระพุทธรูปปูนปั้นและพระพุทธรูปทองสัมฤทธิ์ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปขนาดใหญ่เท่ากันเพียง ๒ องค์ ซึ่งยากต่อการขนย้าย ส่วนพระขนาดย่อมถูกอัญเชิญไปไว้ตามวัดต่างๆหมดแล้ว ในปี ๒๔๗๘ ทางคณะสงฆ์จึงมีเถระบัญชาให้วัดไตรมิตรวิทยาราม กับวัดไผ่เงินโชตนาราม ไปอัญเชิญพระพุทธรูป ๒ องค์นี้ไปเก็บรักษาไว้ ทางวัดไผ่เงินโชตนารามไปก่อน จึงเชิญพระพุทธรูปทองสัมฤทธิ์ซึ่งอยู่ด้านหน้าไป วัดไตรมิตรจึงอัญเชิญพระพุทธรูปปูนปั้นที่เหลืออยู่มา

    #ความใหญ่โตขององค์พระพุทธรูป เมื่ออัญเชิญขึ้นประทับบนรถบรรทุกที่บริษัทอิสเอเชียติกส่งมาช่วยขนย้ายนั้น ปรากฏว่าองค์พระยิ่งสูงขึ้นไปมาก ต้องคอยเอาไม้ค้ำสายไฟ สายโทรศัพท์ และสายไฟรถรางให้พ้นพระเกตุมาลามาตลอดทางจนถึงวัดไตรมิตร ตอนนั้นยังไม่มีใครรู้ว่าเป็นพระพุทธรูปทองคำ ส่วนโบสถ์วิหารของวัดไตรมิตรก็เก่าเต็มทนใกล้พังเต็มที บริเวณวัดมีสภาพเป็นที่ลุ่ม มีสระคูคลอง น้ำท่วมขังเกือบทั่วบริเวณวัด ยังหาที่เหมาะสมให้ไม่ได้

    จึงสร้างแค่เพิงสังกะสีกันแดดกันฝนให้อยู่ข้างพระเจดีย์หน้าโบสถ์ไปก่อน แล้วบอกกล่าวทั่วไปว่าใครอยากได้ก็จะยกให้ มีหลายวัดต้องการนำไปเป็นพระประธาน แต่ก็ขาดแคลนพาหนะที่จะขนไปได้ บางรายก็ติดขัดที่เส้นทางรถเข้าไม่ถึง จนรายสุดท้ายขอไปเป็นพระประธานที่วัดบ้านบึงบวรสถิตย์ ชลบุรี แต่แล้วก็เปลี่ยนใจ ว่าไม่งามสมกับที่จะเป็นพระประธาน

    จนในปี ๒๔๙๘ มีการเตรียมงานฉลอง ๒๕ พุทธศตวรรษในปี ๒๕๐๐ วัดไตรมิตรเกิดความสงสารพระพุทธรูปที่ไม่มีใครเหลียวแล จึงสร้างวิหารให้เป็นที่ประดิษฐาน แต่ขณะขนย้ายเข้าวิหารในวันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๙๘ เชือกที่สอดใต้องค์พระขึ้นเกี่ยวกับกว้านยก ทานน้ำหนักไม่ได้เกิดขาด ทำให้องค์พระหล่นลงกระแทกพื้นคอนกรีต ปูนที่พอกกะเทาะออก เห็นเนื้อในเป็นทองคำสุกปลั่ง จึงจัดการกะเทาะออกทั้งองค์ พบว่าไม่มีรอยบุบสลาย แต่ก็เก็บเป็นความลับไว้ จนมาเป็นข่าวเกรียวกราวในปลายปี ๒๔๙๙

    #จากการตรวจสอบของผู้เชี่ยวชาญ เป็นที่ยอมรับกันว่าพระพุทธรูปทองคำองค์นี้งดงามอย่างหาที่ติไม่ได้ พุทธลักษณะสันนิษฐานว่าสร้างในสมัยกรุงสุโขทัย และผู้ที่สร้างพระพุทธรูปทองคำขนาดนี้ได้ก็ต้องเป็นผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุคทีเดียว แต่ก็ไม่ปรากฏหลักฐานว่าใครเป็นผู้สร้าง นอกจากสันนิษฐานกันว่าน่าจะเป็นพ่อขุนรามคำแหงมหาราช เพราะเป็นยุครุ่งเรืองที่สุดของกรุงสุโขทัย และโปรดให้สร้างพิหารหลวงขึ้นกลางกรุงสุโขทัยเพื่อเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปสำคัญต่างๆ ซึ่งหลักศิลาจารึกก็กล่าวไว้ว่า

    “...กลางกรุงสุโขทัยนี้มีพิหาร มีพระพุทธรูปทอง มีพระอัฏฐารส มีพระพุทธรูป มีพระพุทธรูปอันใหญ่ มีพระพุทธรูปอันงาม...”

    พระพุทธรูปองค์นี้หน้าตักกว้าง ๓.๑๐ เมตร สูงจากฐานถึงยอดพระเกตุมาลา ๓.๙๔ เมตร ถอดออกได้เป็น ๙ ชิ้น มีความบริสุทธิ์ของเนื้อทองจากฐานขององค์พระ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ เรื่อยขึ้นไปถึงพระพักตร์มีความบริสุทธิ์ของทอง ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ส่วนยอดเป็นทองคำเนื้อแท้ ๙๙.๙๙ เปอร์เซ็นต์ และมีน้ำหนักเฉพาะส่วนยอดนี้ ๔๕ กิโลกรัม

    ใน พ.ศ.๒๕๓๓ กินเนสบุ๊คได้บันทึกไว้ว่า พระพุทธรูปทองคำวัดไตรมิตร เป็นพระพุทธรูปทองคำใหญ่ที่สุดในโลก และตีราคาไว้ ๒๘.๕ ล้านปอนด์ เมื่อเทียบกับราคาทองคำในปัจจุบันคงต้องเปลี่ยนตัวเลขนี้อีกมาก

    ใน พ.ศ.๒๕๓๕ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานนามพระพุทธรูปทองคำของวัดไตรมิตรนี้ มีนามทางราชการว่า “พระพุทธมหาสุวรรณปฏิมากร” เพื่อเป็นสรรพสิริสวัสดิ์พิพัฒน์มงคลสืบไป

    ใน พ.ศ. ๒๕๔๙ วัดไตรมิตรวิทยารามเห็นว่าวิหารหลังเก่าของหลวงพ่อทองคำซึ่งสร้างมาแต่ พ.ศ.๒๔๙๘ อยู่ในสภาพทรุดโทรมและคับแคบ ไม่สะดวกแก่การรับนักท่องเที่ยวหลายชาติหลายศาสนาที่มาชม และเป็นโอกาสมหามงคลที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองสิริราชครบ ๖๐ ปี และเจริญพระชนมายุ ๘๐ พรรษาใน พ.ศ. ๒๕๕๐

    #จึงได้จัดโครงการสร้างมหามณฑปหลังใหญ่ เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธมหาสุวรรณปฏิมากร โดยมีประชาคมนักธุรกิจเขตสัมพันธวงศ์ ชุมชนชาวไทยเชื้อสายจีนร่วมสมทบ มีงบประมาณการก่อสร้าง ๑,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งรัฐบาลตั้งงบประมาณสนับสนุน ๒๕๐ ล้านบาท เริ่มลงมือก่อสร้างมาตั้งแต่เดือนกันยายน ๒๕๔๙ เป็นอาคารหินอ่อนทรงไทย ๓ ชั้น ปิดทองในส่วนที่เป็นลวดลาย และเนื่องจากมีพื้นที่ก่อสร้างแคบ จึงเป็นอาคารทรงสูง ซึ่งถือว่าสูงมากเมื่อเทียบกับศาสนสถานอื่นๆ ชั้นบนสุดเป็นที่ประดิษฐานหลวงพ่อทองคำ อีก ๒ ชั้นเป็นพิพิธภัณฑ์ชุมชนบอกเล่าความเป็นมาของย่านเยาวราช

    เมื่อมีข่าวเกรียวกราวว่าพบพระพุทธรูปทองคำที่วัดไตรมิตร จากนั้นก็มีข่าวว่าวัดอื่นๆพบพระพุทธรูปทองคำที่ซ่อนไว้แบบนี้อีกหลายองค์ เช่น พระพุทธรูปทองโบราณที่วัดหงส์รัตนาราม บางกอกใหญ่

    พระพุทธรูปองค์นี้หน้าตักกว้าง ๑ เมตรเศษ ประดิษฐานอยู่ในพระอุโบสถหลังเก่า สันนิษฐานว่าพระเจ้าตากสินอัญเชิญมาจากเมืองเหนือในสมัยกรุงธนบุรี ต่อมาสมเด็จพระสุริเยนทรามาตย์ ราชินีในรัชกาลที่ ๒ ทรงสร้างโบสถ์ใหม่ และทรงเห็นว่าพระประธานองค์เดิมไม่ใหญ่พอจึงทรงสร้างพระประธานองค์ใหม่ แล้วทรงแปลงพระอุโบสถเก่าเป็นพระวิหาร ต่อมาพระวิหารหลังนี้ก็ถูกทอดทิ้งให้รกร้าง มีผู้อัญเชิญพระพุทธรูปองค์เล็กๆไป เหลือแต่พระพุทธรูปองค์ใหญ่ถูกทอดทิ้งไว้จนมีต้นไม้เลื้อยขึ้นปกคลุม

    ต่อมาพระสุขุมธรรมาจารย์ เจ้าอาวาส ได้ทำความสะอาดวิหารร้าง จนในวันที่ ๒๖ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๙๙ ขณะทำความสะอาดพระประธานองค์เก่า ปูนที่พระอุระก็กะเทาะออก เห็นเนื้อในเป็นทองสีสุกงาม จึงโจษขานกันทั่วไป

    ที่ฐานมีอักษรโบราณจารึกไว้ ซึ่งนายฉ่ำ ทองคำวรรณ บรรณารักษ์โท กรมศิลปากรถอดความได้ว่า

    “พระพุทธศาสนายุกาลล่วงได้ ๑๙๖๓ ตรงกับปีเถาะ เดือน ๓ ขึ้น ๑ ค่ำ สมเด็จท้าวพระยาศรียศราช...(ชำรุดอ่านไม่ได้)...มีพระประสาทะศรัทธาทรงบำเพ็ญพระราชทานแบ่งพระราชกุศล ๒ สถาน คือพระราชทานถวายเป็นภัตตาหารแด่พระนนทปัญญาเถระเจ้าส่วนหนึ่ง พระราชทานถวายเป็นพุทธบูชาแด่พระพุทธรูปทองโบราณองค์นี้ส่วนหนึ่ง ในพระราชพัสดุคือที่ดิน เริ่มแต่สระน้ำไปจนถึงดงหวายรวมเนื้อที่ ๖ ไร่ ...(ชำรุดอ่านไม่ได้)...ส่วนพระราชโอรสธิดาและพระชายาพร้อมด้วยพระราชทรัพย์สมบัติทั้งมวล ขอถวายเป็นพุทธบูชาแด่พระพุทธรูปทองโบราณองค์นี้ ตราบจนสิ้นพระประยูรวงศ์แห่งพระราชโอรสธิดาและพระชายา เมื่อสิ้นพระประยูรวงศ์นี้แล้ว ท่านผู้ใดเลื่อมใสศรัทธาจะบูรณะพระพุทธรูปทองโบราณองค์นี้ได้ก็เชิญเถิด”

    ต่อมามีการสร้างศาลาตรีมุข เป็นอาคารคอนกรีต ๓ มุข มีประตูเหล็กเพื่อเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปทองโบราณ และอัญเชิญมาไว้เมื่อวันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๑ แต่ปัจจุบันเพื่อความปลอดภัยได้อัญเชิญมาประดิษฐานไว้ในพระวิหารหลังใหญ่

    เมื่อมีการพบพระพุทธรูปทองคำที่วัดไตรมิตร จึงมีผู้รบเร้าให้วัดมหรรณพารามสำรวจดู “หลวงพ่อพระร่วง” หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “หลวงพ่อร่วง” พระพุทธรูปในพระวิหารซึ่งอัญเชิญมาจากวัดโคกสิงคาราม เมืองศรีสัชนาลัย ในสมัยแผ่นดินของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ รุ่นราวคราวเดียวกับพระทองคำวัดไตรมิตร ทางวัดมหรรณ์ฯก็ใจถึง ลอกทองและรักตรงพระอุระด้านขวาออกกว้างประมาณ ๑ ศอกเพื่อดูเนื้อใน ก็ปรากฏว่าเป็นสีทองเหลืองอร่ามเหมือนทองคำ เจ้าหน้าที่กรมศิลปากรมาพิสูจน์ก็พบว่ามีเนื้อทอง ๖๐ เปอร์เซ็นต์ มีรอยต่อ ๙ แห่งถูกยึดไว้ด้วยหมุดให้ติดกัน เหมือนพระพุทธรูปทองคำวัดไตรมิตรเช่นกัน

    #พระพุทธรูปองค์นี้สร้างขึ้นในสมัยกรุงสุโขทัย หน้าตักกว้าง ๑ วา ๑ ศอก ๑ คืบ ๕ นิ้ว สูง ๑ วา ๓ ศอก ๑ คืบ ๗ นิ้ว ประดิษฐานอยู่ในวิหารตลอดมาจนปัจจุบัน

    ต่อมาในวันที่ ๘ พฤษภาคม ๒๕๐๐ หนังสือพิมพ์ลงข่าวกันเกรียวกราวอีกว่า พบพระพุทธรูปทองคำ ๒ องค์ หน้าตักกว้าง ๓ ศอก ประดิษฐานอยู่ในพระอุโบสถวัดพนัญเชิง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ฉาบปูนปิดทับไว้เหมือนกัน องค์หนึ่งมีสีทองอร่ามใส อีกองค์หนึ่งมีสีค่อนข้างไปทางนาก เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยตอนปลายกรุงสุโขทัยรุ่นเดียวกับพระพุทธชินราชที่พิษณุโลก

    ยังมีอีกหลายวัดที่พบพระพุทธรูปทองคำแบบนี้ ทั้งเปิดเผยและไม่ยอมเปิดเผย เชื่อกันว่ายังมีพระพุทธรูปทองคำถูกซุกซ่อนอยู่ในรูปแบบนี้อีกโดยยังไม่มีใครรู้ความลับ

    #ประวัติของหลวงพ่อทองคำ
    วัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร (วัดสามจีน)
    ผู้ที่สร้างพระพุทธรูปทองคำขนาดนี้ได้ จะต้องเป็นผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุคทีเดียว จึงจะสร้างได้สำเร็จ หลวงพ่อทองคำได้สร้างขึ้น ในสมัยแผ่นดินของ พ่อขุนรามคำแหงมหาราช เป็นยุครุ่งเรืองที่สุดของกรุงสุโขทัย แล้วจึงโปรดให้สร้างพิหารหลวงขึ้น กลางกรุงสุโขทัย เพื่อเป็นที่ประดิษฐาน พระพุทธรูปสำคัญต่างๆ ซึ่งหลักศิลาจารึกกล่าวไว้ว่า

    “...กลางกรุงสุโขทัยนี้มีพิหาร มีพระพุทธรูปทอง มีพระอัฏฐารส มีพระพุทธรูป มีพระพุทธรูปอันใหญ่ มีพระพุทธรูปอันราม...”

    #หลวงทองคำสุโขทัยไตรมิตร หรือ พระพุทธมหาสุวรรณปฏิมากร ซึ่งได้อัญเชิญมาประดิษฐานไว้ที่ วัดไตรมิตรวิทยารามนี้ มีหน้าตักกว้าง ๓.๑๐ เมตร สูงจากฐานถึงยอดพระเกตุมาลา ๓.๙๔ เมตร

    ถอดออกได้เป็น ๙ ชิ้น มีความบริสุทธิ์ของเนื้อทองจากฐานขององค์พระ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ เรื่อยขึ้นไปถึงพระพักตร์มีความบริสุทธิ์ของทอง ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ส่วนยอดเป็นทองคำเนื้อแท้ ๙๙.๙๙ เปอร์เซ็นต์ และมีน้ำหนักทองคำเฉพาะส่วนยอดพระเกตะมาลานี้ ๔๕ กิโลกรัม และเมื่อรวมน้ำหนักทองคำทั้งองค์พระได้ทั้งหมด ๕ ตันครึ่ง (น้ำหนัก ๕,๕๐๐ กิโลกรัม)

    รวบรวม / เรียบเรียง / ข้อมูล
    พระครูปลัดสัมพิพัฒนธุตาจารย์ (สมประสงค์)
    ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ


    ให้บูชา 250 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ


    IMG_20260111_171306.jpg IMG_20260111_171327.jpg
     
  18. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    13,961
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1768132926545.jpg

    หลวงปู่กิ ธัมมุตตโม วัดป่าสนามชัย อ.พิบูลมังสาหาร อุบลราชธานี
    เรื่องเล่าสมัยธุดงค์

    วัตถุมงคล
    เป็นธรรมดาลูกศิษย์ของครูบาอาจารย์เป็นส่วนมากยังไม่ได้เข้าถึงแก่นธรรมที่แท้จริง ยังเป็นจิตของปุถุชนอยู่ จึงยังอาศัยกำลังใจ หาที่พึงทางใจอยู่ จึงเข้าไปใกล้ครูบาอาจารย์ก็อยากได้ของดี เพื่อเป็นที่พึงทางใจหรือน้อมระลึกนึกถึงพระคุณของพระพุทธเจ้า พระธรรมและพระสงฆ์ คุณครูบาอาจารย์ที่ตนนับถืออยู่ บางคนลูกหลานรับราชการตำรวจ ทหาร หรือทำงานมีความเสี่ยงต่างๆ ก็อยากได้ของดีของขลัง ไว้ปกป้องคุ้มครองรักษาตนให้อยู่รอดปลอดภัย ในส่วนวัตถุมงคลของหลวงปู่กินั้น มีลูกศิษย์ ขอสร้างสมัยท่านมาอยู่วัดป่าสนามชัย เริ่มตั้งแต่ปี ๒๕๒๐ ก่อนนั้นยังไม่เคยสร้างวัตถุมงคลมีแต่เน้นหลักการปฏิบัติเจริญสมาธิภาวนาเผยแผ่พระพุทธศาสนา เมื่อลูกหลานหรือลูกศิษย์ของท่านจะไปรับราชการทหาร ตำรวจ ในสมัยสงครามอินโดจีนผู้มาขอพึ่งบารมี ท่านจะมอบพระพุทธรูปองค์เล็กๆ ให้ไปเคารพบูชาถือประจำตัว ท่านจะนำพระพุทธรูปมาวางบนแท่นบูชา แล้วตั้งจิตอธิษฐานอาราธนา แล้วมอบให้ไปสักการบูชาเพื่อเป็นศิริมงคลปกป้องรักษาคุ้มครองผู้ถือ ของมงคลที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง รูปกัณหา กับ ชาลี คู่ติดกัน เป็นเนื้อทองสัมฤทธิ์ กัณหากับชาลี เป็นบุตรธิดาของพระเวสสันดร เป็นของโบราณไม่รู้ว่าสร้างในสมัยใด ท่านจะมอบให้สำหรับศิษย์อุปัฏฐากญาติพี่น้อง ใครได้สิ่งสำคัญที่เป็นมงคลกับท่านแล้วอุ่นใจไว้ใจในความปลอดภัย ถ้าไม่ประมาทโดยเฉพาะถ้ามีศีลมีธรรม ถือว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ย่อมคุ้มครองผู้ประพฤติธรรม คนที่ได้รูปกัณหากับชาลีไปบูชาติดตัวไปในสงครามอินโดจีนมีประสบการณ์เล่าสู่กันฟังว่า ขณะสู้รบกันนั้นหลบอยู่ในหลุมสนามรบ ปืนใหญ่ของฝ่ายตรงกันข้ามยิงเข้ามาตกลงในหลุมระเบิดตูม คนในหลุมกระเด็นออกนอกหลุมคนที่มีรูปกัณหาชาลีปลอดภัยไม่มีบาดแผลแม้แต่น้อย เป็นที่น่าอัศจรรย์ ส่วนคนที่ถือเคารพสักการะพระพุทธรูปที่ท่านมอบให้ไว้ในภาวะสงคราม ออกสนามรบถูกฝ่ายตรงข้ามยิงปืนใหญ่เข้ามาใส่ ตกถูกหลังเท้าระเบิดตูม รองเท้าทหารขาด แต่เท้าไม่เป็นอะไร ก็น่าอัศจรรย์เช่นกัน เรื่องสิ่งที่เป็นมงคลที่ได้จากมือท่านโดยตรงย่อมมีความศักดิ์สิทธิ์เป็นที่ทราบกันดีของศิษยานุศิษย์ คนที่ไปสู่แนวรบในสนามสงครามอินโดจีนอยู่รอดปลอดภัยเกือบทุกคน เมื่อมาอยู่วัดป่าสนามชัย ตั้งแต่ ๒๕๒๐ ลูกศิษย์ก็ขออนุญาตท่านสร้างพระผงรุ่นแรกคือ พระว่าน ๑๐๘ รูปเหมือนท่านองค์เท่าหัวแม่มือรูปกลมลี ต่อมาก็สร้างเหรียญ พระกริ่งรูปเหมือนท่าน รูปเหรียญคู่กับบูรพาจารย์หลวงปู่เสาร์ กันตสีโล หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ลูกศิษย์นำไปสักการะบูชาก็ปลอดภัย มีประสบการณ์หลากหลายมาก แล้วแต่ผู้นำถือติดตัวไป เช่นเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์คนที่หอยพระผงหลวงปู่กิ รถยนต์พลิกคว่ำไม่ได้รับอันตรายเลย คนห้อยเหรียญขับขี่รถจักรยานยนต์ไปชนรถสิบล้อรถจักรยานยนต์ พังยับเยินคนขับกระเด็นเข้าไปใต้รถสิบล้อไม่ได้รับอันตรายเลย เป็นที่น่าอัศจรรย์ เรื่องอัศจรรย์นี้เป็นเรื่องเหนือเหตุเหนือผลอธิบายยาก แต่สำหรับผู้ใกล้ชิดติดตามกับพ่อแม่ครูบาอาจารย์สายกัมมัฏฐาน ย่อมเป็นคนรู้เรื่องนี้ดีค่อนข้างเชื่อมั่นในอำนาจจิต สิ่งของมงคลอะไรที่ได้รับกับมือท่านถือว่าสุดยอด องค์ท่านไม่ได้สวดอะไรมากมาย เพียงแต่องค์ท่านยกขึ้นอธิษฐานจิตเท่านั้น ถือว่าสิ่งนั้นศักดิ์สิทธิ์แล้ว เพราะพระธุดงค์กัมมัฏฐานนั้นโดยส่วนมากท่านจะไม่ใช้วิชาอาคมหรือไสยศาสตร์ แต่ถ้าท่านใช้จะอยู่ในบทสวดพระพุทธมนต์ หลวงปู่กิ ท่านเคยกล่าวกับลูกศิษย์ว่า บางครั้งท่านไปเจริญภาวนาตามป่าเขามีพวกพรานป่าเข้าไปล่าสัตว์ ใกล้สถานที่ที่ท่านบำเพ็ญเพียรอยู่ สัตว์ป่าเมื่อเห็นพระธุดงค์ก็เข้ามาอยู่ใกล้เพื่อความอบอุ่นปลอดภัยจากพรานป่า แต่พรานป่าบางครั้งก็ไม่ละอายพระเลย มายิงสัตว์ป่าใกล้ที่พระธุดงค์บำเพียรอยู่ เกิดสงสารสัตว์ก็แผ่เมตตาส่งกระแสจิตไปคุ้มครอง เมื่อพรานป่ายิงปืน ปืนก็ยิงไม่ออกกระสุนด้าน หรือถ้าออกก็ไม่ถูก มีอยู่ครั้งหนึ่งหลวงปู่กิ ได้รับนิมนต์ไปดูเขาขุดเหมืองแร่ เขากำลังวางระเบิด เพื่อระเบิดหินเอาแร่ องค์ท่านอยู่ใกล้เลยนึกคิดในใจเกรงว่าเมื่อระเบิดทำงาน หินอาจจะกระเด็นมาถูกองค์ท่าน เพียงแค่คิดเท่านั้นเองทำให้คนจุดระเบิดอย่างไรก็ไม่ระเบิดสักที ในที่สุดท่านจึงออกจากสถานที่จุดระเบิด ห่างพอสมควรเพื่อความปลอดภัย ระเบิดจึงทำงาน เรื่องนี้ผู้เขียนและลูกศิษย์ฟังองค์ท่านเล่าให้ฟัง ในระหว่างสงครามอินโดจีนนั้นการไปเที่ยวบำเพ็ญเพียรภาวนาตามถ้ำภูเขาแถบชายไทย-ลาว ลาว-เวียดนาม ลาว-เขมร นั้นถือว่ามีความเสี่ยงต่อกับระเบิด ถ้าใจไม่ถึงหรือกลัวตายนั้นไม่กกล้าเข้าไปแน่ แต่สำหรับหลวงปู่กิ นั้น ไม่เคยกลัวเลย มีลูกศิษย์ เคยพูดให้ฟังว่าองค์ท่านเคยเดินไปเหยียบกับระเบิดที่ภูเขาแถบแขวงสาลวัน ร้องบอกศิษย์ผู้ติดตามว่าองค์ท่านเหยียบกับระเบิดให้ออกห่าง ๆ ถ้าระเบิดทำงานถ้าตายก็ให้ตายแต่องค์ท่านผู้เดียว เมือองค์ท่านยกเท้าออกปรากฏว่าระเบิดด้าน นี่ก็เป็นเรื่องอัศจรรย์ เรื่องอำนาจการแผ่เมตตาจิตนี้องค์ท่านเคยกล่าวว่าถ้าอยู่ปกติที่วัดจะไม่ค่อยแผ่เมตตาหลวงเพราะว่าถ้าแผ่เมตตาคนมากราบนมัสการมากทำให้ไม่มีเวลาพักผ่อน รบกวนการทำความเพียร ถ้าแผ่เมตตาบนภูเขาจะสั่นสะเทือนทั้งภูเขา รุกขเทวดา หรือเทวดาที่รักษาภูเขา และสัตว์ป่าในแถบบริเวณนั้นมาฟัง ถ้ามีพระภิกษุสามเณรสามารถนั่งเข้าฌานได้จะได้เห็นเป็นนิมิตในการนั่งภาวนานั้น ลูกศิษย์ท่านสมัยก่อนมีอยู่หลายรูปที่ทำได้ การแผ่เมตตานี้ท่านบอกว่าถ้าลงไปในน้ำพวกพญานาคจะคุ้มครองรักษา ถ้าอยู่ในป่าไม้ภูเขาก็รุกขเทวดาและเสือช้างมาอารักขา เมื่อภูเขาลูกใดที่ท่านได้ไปบำเพ็ญเพียรแล้ว เมื่อลูกศิษย์รุ่นหลังไปบำเพ็ญเพียรรุกขเทวดาจึงปกป้องให้ลูกศิษย์ท่านปลอดภัยด้วย เท่ากับว่าเมื่อเคารพอาจารย์แล้ว ลูกศิษย์ก็เคารพด้วยเช่นกัน สิ่งเร้นลับในป่าถ้าผู้รู้จักป่าดีย่อมเพลิดเพลินธรรมเพลิดเพลินธรรมชาติจิตใจจะสงบวิเวก บูรพาจารย์ของท่านสอนว่าให้อบรมใจตนเองดีพอเชื่อมั่นจิตใจพอจึงคอยสอนคนอื่น ถ้าจิตใจไม่กล้าแกร่งพอ มาเจออารมณ์ภายนอกจะทำให้จิตใจเสื่อมถอย ติดอติเรกลาภวัตถุเงินทองที่เขานำมาถวายติดในรูปสวยงามของสตรีทำจิตใจเสื่อมถอยเมื่อจิตเข้มแข็งแล้วถือว่าผ่านภูมิจิตภูมิธรรม

    ........

    ประวัติหลวงปู่กิ ธัมมุตฺตโม วัดป่าสนามชัย จ.อุบลราชธานี

    พรรษาที่ ๕๒ ปี ๒๕๔๒ เมื่อวันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๔๒ หลวงปู่กิได้เดินทางไปร่วมงานทอดกฐินสามัคคี ณ วัดถ้ำซับมืด อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ซึ่งมีพระคุณเจ้าหลวงปู่ทา จารุธัมโม สหธรรมิกของหลวงปู่เป็นประธานสงฆ์ หลวงปู่ได้เล่าเรื่องราวให้บรรดาญาติโยมฟังว่า หลวงปู่ทาเมื่อครั้งยังเป็นฆราวาสอยู่นั้น ได้ถือศีลเป็นผ้าขาวคอยติดตามอุปัฏฐากท่านพระครูญาณโสภิต (หลวงปู่มี ญาณมุนี ) อดีตเจ้าอาวาสวัดป่าสูงเนิน จ.นครราชสีมา ศิษย์องค์สำคัญของหลวงปู่เสาร์ กันตสีโล ตั้งแต่เมื่อครั้งหลวงปู่เสาร์ ยังมีชีวิตอยู่ ภายหลังจึงได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ (ปัจจุบันหลวงปู่ทา มีอายุ ๙๑ ปี พรรษา ๕๖ ) คณะศิษยานุศิษย์ที่ได้มีโอกาสไปร่วมงานในครั้งนั้น ยังจดจำภาพอันน่าประทับใจที่พ่อแม่ ครูบาอาจารย์ผู้อาวุโสทั้งอายุและพรรษา ๒ รูป สนทนาธรรมและปรารภถึงเรื่องราวเมื่อครั้งอดีตกันอย่างสนุกสนาน ภายหลังจากที่ไม่ได้พบกันเป็นเวลานานกว่า ๖๐ ปี
    ต่อมาเมื่อวันที่ ๑๑ – ๑๒ ธันวาคม ๒๕๔๒ หลวงปู่กิได้เดินทางไปร่วมงานทำบุญครบรอบวันเกิด ๘๕ ปี ของท่านพระครูปราโมทย์ธรรมธาดา (หลวงปู่หลอด ปโมทิโต) ณ วัดสิริกมลาวาส (วัดใหม่เสนานิคม) กรุงเทพมหานคร หลวงปู่ได้เมตตาเล่าให้ญาติโยมฟังว่าได้เคยเข้ามาที่วัดสิริ กมลาวาสแห่งนี้ ตั้งแต่เมื่อครั้งท่านเจ้าคุณพระราชธรรมเจติยาจารย์ (วิริยังค์ สิรินธโร) สร้างวัดแห่งนี้ขึ้นมาใหม่ๆและไม่ได้แวะเข้ามาเป็นเวลาหลายสิบปีแล้ว ในคืนวันที่ ๑๑ ธันวาคม ๒๕๔๒ ภายหลังจากที่ได้ร่วมเจริญพระพุทธมนต์ถวายหลวงปู่หลอดแล้ว หลวงปู่ยังได้อยู่นั่งฟังพระธรรมเทศนาของพระเถระทั้งหลาย อันได้แก่ พระสุธรรมคณาจารย์ (หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ) พระญาณทีปาจารย์ (หลวงปู่ท่อน ญาณธโร) พระราชธรรมสุธี (หลวงตาพวง สุขินฺทริโย) เป็นเวลานานหลายชั่วโมง ตั้งแต่ช่วงหัวค่ำ จนเกือบถึงรุ่งสว่างของเช้าวันที่ ๑๒ ธันวาคม ๒๕๔๒
    ในวันที่ ๑๒ ธันวาคม ๒๕๔๒ หลังจากได้ร่วมพิธีเททองหล่อรูปเหมือน ๓ บูรพาจารย์ คือท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจันโท) หลวงปู่เสาร์ กันตสีโล หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต เสร็จเรียบร้อยแล้ว หลวงปู่ได้เข้ากราบนมัสการลา หลวงปู่หลอด ปโมทิโตพร้อมกับหลวงปู่จันทร์โสม กิตติกาโร ก่อนเดินทางกลับไปจังหวัดอุบลราชธานี หลวงปู่ยังได้เมตตาให้ญาติโยมได้ถ่ายรูปท่านกับหลวงปู่จันทร์โสมไว้เป็นที่ระลึก ที่ได้เดินทางมาร่วมในงานครั้งนี้ ซึ่งไม่มีใครคาดคิดมาก่อนเลยว่า นี่คือกิจนิมนต์ที่กรุงเทพครั้งสุดท้ายของหลวงปู่

    ประวัติหลวงปู่กิ ธัมมุตฺตโม วัดป่าสนามชัย จ.อุบลราชธานี

    หลวงปู่เสาร์ กันตสีโล มรณภาพที่วัดอมาตยาราม เมืองจำปาศักดิ์
    หลังจากหลวงปู่เสาร์ กลับมาจากสกลนคร เมื่อปี ๒๔๘๐ ท่านมาอยู่เมืองอุบลราชธานี ตั้งแต่ท่านลงมาพร้อมด้วยคณะลูกศิษย์ ซึ่งมีพระอาจารย์กิ โสธโร ร่วมอยู่ด้วย ในปี ๒๔๘๔ ท่านจำพรรษาสุดท้ายที่วัดดอนธาตุ ตำบลทรายมูล อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี หลวงปู่เสาร์ได้ปรารภถึงพระอาจารย์ของท่านคือหลวงปู่ยาครูสีทา ชยเสโน ซึ่งพื้นเพท่านอยู่เมืองสีพันดอน แขวงจำปาศักดิ์ ท่านไปเรียนที่กรุงเทพมหานคร แล้วมาเป็นพระอุปัชฌาย์ที่อุบลราชธานี หลังจากนั้นท่านได้ไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาที่ถิ่นมาตุภูมิ ท่านไปอยู่วัดดอนฮี ( วัดเกาะฮี ) เขตเมืองโขง แขวงจำปาศักดิ์ แล้วท่านมรณภาพที่นั้น หลวงปู่เสาร์ปรารภถึงพระอาจารย์ของท่าน อยากทำบุญเพื่ออุทิศกุศลให้ครูบาอาจารย์ หลังออกพรรษาแล้วปี ๒๔๘๕ จึงนำคณะลูกศิษย์เป็นจำนวนมากทั้งสายพระมหานิกายและพระธรรมยุต เป็นพระภิกษุสามเณร จำนวน ๑๑ รูป ซึ่งเป็นพระกรรมฐาน ลงไปจำปาศักดิ์ มีพระอาจารย์ทองรัตน์ กันตสีโล พระอาจารย์ดี ฉันโน พระอาจารย์บัวพา ปัญญาพาโส พระอาจารย์ทอง พระอาจารย์กองแก้ว ฯลฯ และมีคณะศิษย์ที่เป็นฆราวาสติดตามไปอีก ๕ คน คือ
    ๑. พระราชธรรมสุธี ( พวง สุขินฺทริโย )
    ซึ่งขณะนั้นเป็นฆราวาส อายุ ๑๔ ปี
    ๒. พระครูโอภาสธรรมญาณ ( อำนวย )
    ๓. นายบุญมี ไชยงาม
    ๔. นายเจริญ ( ถึงแก่กรรม )
    ๕. นายกร
    พระอาจารย์กิ ซึ่งอยู่วัดป่าสาลวัน ได้เดินทางมาต้อนรับคณะหลวงปู่เสาร์ ที่วัดอมาตยาราม จำปาศักดิ์ ในคราวนั้นพระอาจารย์บุญมากไม่อยู่ หลวงปู่เสาร์นำพาคณะศิษย์เยี่ยมชมปราสาทหินวัดภู จำปาศักดิ์ แล้วปรารภว่า ถ้าไปเมืองสีพันดอนแล้วให้กลับขึ้นมาทำมาฆบูชาร่วมกันที่ปราสาทหินวัดภูในวันเพ็ญเดือนสาม หลวงปู่เสาร์นำพาคณะลูกศิษย์ล่องเรือตามลำน้ำโขงไปสีพันดอนก่อน ส่วนพระอาจารย์ทองรัตน์และพระอาจารย์กิพร้อมพระสงฆ์จำนวนหนึ่งพักแรมอยู่ที่บ้านสาหัว เพื่อรอพระอาจารย์บุญมากมาสมทบ แล้วเดินธุดงค์ตามริมน้ำโขงรวมแล้วมีพระภิกษุสิบกว่ารูป เพื่อไปพบหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่เสาร์พร้อมคณะศิษย์ไปทำบุญที่วัดดอนฮี แล้วท่านเดินทางไปชมน้ำตกที่หลี่ผีแล้วมาพักอยู่ภูหม้อออมใกล้ที่ทำการจังหวัดจำปาศักดิ์ ประมาณ ๒ กิโลเมตร ( ในคราวนั้นรัฐบาลไทยได้ตั้งที่ทำการจังหวัดจำปาศักดิ์ ที่บ้านทัพเปือย ปากเซลำเพา เมืองสีพันดอน ) พระอาจารย์ทองรัตน์พร้อมด้วยพระอาจารย์บุญมาก พระอาจารย์กิ ฯลฯ ได้เดินทางถึงภูหม้อออมที่พักของหลวงปู่เสาร์ พระอาจารย์ดีรีบแจ้งข่าวอาการป่วยของหลวงปู่เสาร์ให้ทราบ นิมนต์ท่านกลับ ท่านก็ไม่เห็นด้วยและท่านพูดว่า “ท่านกิเข้าก่องเดียวชั้นบ่อท่านดี ข่อยอยากให้ฮอดเขมรพุ้น” หลวงปู่เสาร์ไม่ได้พูดถึงเรื่องที่จะเดินทางกลับ แต่พระอาจารย์ดีเกรงว่าหลวงปู่จะป่วยหนักและมรณภาพที่นี้ เกรงว่าศิษยานุศิษย์ที่ไม่ได้ไปด้วยจะตำหนิท่าน พระอาจารย์ดีจึงอยากให้พระอาจารย์ทองรัตน์และพระอาจารย์บุญมากช่วยนิมนต์หลวงปู่เสาร์กลับ คณะศิษยานุศิษย์ปรึกษาหารือกันว่าจะพูดอย่างไรดี ท่านจึงจะเห็นด้วย อย่างไรก็ดี ถ้าไม่ขึ้นถึงอุบลราชธานีก็เลื่อนขึ้นไปดอนไซหรือไปวัดป่าสาลวัน วัดพระอาจารย์บุญมากและพระอาจารย์กิสร้าง ซึ่งเป็นบ้านของพระอาจารย์กิด้วย หรือจะไปถึงวัดอมาตยารามก็ดี เมื่อคณะศิษย์ตกลงกันแล้วก็พากันเข้าไปกราบหลวงปู่เสาร์ พระอาจารย์ทองรัตน์และพระอาจารย์บุญมากพูดขึ้นว่า “ครูบาอาจารย์ อยู่ที่นี้มันกันดาร กันดารจังใดก็คือว่า ข้าราชการก็เป็นคนใหม่ มาตั้งบ้านเมืองใหม่ถ้าอาศัยข้าราชการก็เป็นแขก ( คนมาจากที่อื่น ) ถ้าอาศัยคนพื้นบ้านก็เป็นคนเขมร บางคนเว้าลาวก็บ่ได้ ผู้เว้าลาวได้ก็อาศัยเขาบ่ได้เพราะเขามีความทุกข์ยากอดอยาก ถ้าแม่นว่าป่วยเป็นมาหรือเป็นหนักพักฮ้ายมา เสียชีวิตที่นี้ รถก็มาบ่ถึง เรือมาก็คาแก่ง เหตุนี้จึงอยากนิมนต์ครูบาอาจารย์กลับขึ้นไปอุบลฯ หรือเลื่อนขึ้นไปดอนไซ หรือบ้านท่านกิ บ้านหนองผำ ดอนไซนี้ก็มีป่าที่สวยงามเหมาะสม สิเฮ็ดวัดป่าเพราะมีบ้านหลายหมู่บ้าน ส่วนวัดป่าสาลวันของท่านบุญมากบ้านท่านกินั้น ก็เป็นวัดป่าที่ร่มรื่นเหมาะสมกับคนเฒ่าคนแก่จะอยู่อย่างสะดวกสบายหรือไปฮอดวัดอมาตก็ได้” เมื่อหลวงปู่เสาร์ได้ฟังคำนมัสการของลูกศิษย์ ท่านพิจารณาสักครู่จึงพูดขึ้นว่า “เออ คันชั้นไปก็ไปติ นี่มันก็ถึงเดือนสามแล้ว ให้ท่านบุญมาก ท่านกิขึ้นไปสา ไปจัดเฮือมารับข่อย แล้วข่อยสิขึ้นไป แต่ให้สัญญาให้มาฮอดทันเดือนสามเพ็ง สั่งบอกท่านทองและพระที่รออยู่บ้านคันแยงบ่ให้รอถ้าทำมาฆบูชาที่ประสาทหินวัดภู เพราะกลับเมือบ่ทัน” เพราหลวงปู่เสาร์เคยปรารภไว้ว่าจะไปทำมาฆบูชาที่ปราสาทหินวัดภู จำปาศักดิ์ ระหว่างทางจะแวะชมวัดป่าสาลวัน บ้านหนองผำ พระอาจารย์บุญมากกับพระอาจารย์กิรีบเดินทางเพื่อไปจัดหาเรือ พระอาจารย์กิแวะดูสถานที่ดอนไซ เพื่อเรียนคณะสงฆ์ให้ทราบว่าจะนำหลวงปู่เสาร์มาพักที่นี้สักระยะหนึ่ง ส่วนพระอาจารย์บุญมากขึ้นมาวัดป่าสาลวันเพื่อจัดหาเรือ การจัดหาเรือก็ล่าช้ามากเนื่องจากทำเรือพ่วงและหาคนแจวเรืออีก ๔ คน จนถึงเดือนสามเพ็ญแล้วก็ยังไม่ได้ล่องเรือไปรับหลวงปู่เสาร์ เดือนสามเพ็ญหลวงปู่เสาร์เริ่มป่วยหนัก ถ่ายท้องอย่างแรง แรม ๑ ค่ำ เดือน ๓ คณะลูกศิษย์พร้อมด้วยข้าราชการ ตำรวจ ญาติโยม ช่วยกันนำท่านลงเรือ ถ่อเรือขึ้นมาถึงบ้านนาดี เซลำเพ พักแรมที่นี้ รุ่งเช้าถ่อเรือต่อถึงเมืองมูลปาโมกมืดค่ำพักแรมที่นี้ รุ่งเช้าถ่อเรือต่อ ผ่านดอนนางลอยทางด้านทิศตะวันออก แรม ๓ ค่ำ เดือน ๓ เป็นวันเดียวกับพระอาจารย์บุญมาก ล่องเรือจะลงไปรับหลวงปู่ ไปรับพระอาจารย์กิที่ดอนไซก่อนแล้วล่องเรือผ่านดอนนางลอยทางด้านทิศตะวันตก การผ่านเกาะคนละทิศเป็นสาเหตุที่เรือสองลำไม่เจอกัน เรือนำหลวงปู่มาถึงท่าน้ำวัดอมาตยาราม ส่วนเรือพระอาจารย์บุญมากและพระอาจารย์กิก็ถึงเมืองมูลปาโมกข์ พักแรมที่นี้ได้ทราบข่าวว่าเรือหลวงปู่ได้ถ่อขึ้นไปแล้ว เมื่อถึงวัดอมาตยารามตลอดระยะเวลา ๓ วันนั้นหลวงปู่ไม่ได้พูดอะไรเลย เมื่อเข้าในพระอุโบสถท่านจึงพูดขึ้นว่า “วัดใด วัดหนองผำบ่อ” ลูกศิษย์ตอบว่า “บ่อแม่น นี่วัดอมาต” คณะลูกศิษย์ประคองหลวงปู่นั่ง ท่านกราบพระประธานแล้วท่านมรณภาพในอิริยาบถท่านั่งมือสองข้างเท้ากับพื้นพระอุโบสถ พระอาจารย์กิกล่าวว่า การมรณภาพของหลวงปู่ประกอบด้วยสติอันไพบูลย์และอยู่ในอิริยาบถที่แปลกกว่าครูบาอาจารย์รูปอื่นๆ ท่านมรณภาพตรงกับวันอังคาร แรม ๓ ค่ำ เดือน ๓ ปีมะเมีย วันที่ ๓ กุมภาพันธ์ ๒๔๘๕ การที่หลวงปู่สอบถามว่า ที่ไหนบ้านหนองผำหรือไม่ ก็เพราะหลวงปู่เคยปรารภว่าจะแวะดูวัดป่าสาลวันบ้านหนองผำ ซึ่งเป็นวัดกรรมฐานแห่งเดียวในภูมิภาคนั้น เมื่อหลวงปู่มรณภาพแล้ว พระครูนาคบุรีพร้อมด้วยคณะ ลูกศิษย์ที่ติดตามหลวงปู่ได้ทำพิธีสรงน้ำศพและห่มผ้าไตรจีวร ข่าวการมรณภาพของหลวงปู่ทราบถึงพระอาจารย์สิงห์ ขันตยาคโม ที่วัดแสนสำราญ อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี พระอาจารย์สิงห์จึงได้เชิญศพมาประดิษฐานเก็บไว้ที่วัดบูรพาราม จังหวัดอุบลราชธานี
    คืนที่หลวงปู่มรณภาพนั้น พระอาจารย์บุญมากและพระอาจารย์กิจำวัดที่เมืองมูลปาโมกข์ เมื่อทราบข่าวว่านำหลวงปู่ขึ้นไปวัดอมาตยารามแล้ว ก็ตามขึ้นมาแวะที่วัดป่าสาลวันเพื่อรอพระอาจารย์ทองรัตน์เดินธุดงค์ขึ้นมาจากเมืองสีพันดอน เมื่อพระอาจารย์ทองรัตน์ขึ้นมาแล้ว พระอาจารย์กิสะพายบาตรให้พระอาจารย์ทองรัตน์เดินทางมาวัดอมาตยาราม ทราบข่าวว่าได้เชิญศพหลวงปู่ขึ้นไปประดิษฐานไว้ที่วัดบูรพาราม จังหวัดอุบลราชธานีแล้ว

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    พระผงรูปเหมือนชานหมากรุ่นแรกและเหรียญเม็ดกระดุมรุ่นแรก หลวงปู่กิ วัดสนามชัย

    ให้บูชา 220 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260111_190459.jpg IMG_20260111_190520.jpg
     
  19. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    13,961
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1768134995563.jpg


    สุดยอดวัตถุมงคล ของ หลวงพ่อมาลัย
    " ตะกรุดตี๋ใหญ่่ผงใบลาน ปั้นด้วยมือ "
    ของดีที่หายาก มวลสารศักดิ์สิทธิ์ พุทธคุณเข้มขลัง มากมายประสบการณ์ แทบพลิกแผ่นดินหาในขณะนี้ พกพาติดตัวไว้ เดินทางไปไหนแคล้วคลาดปลอดภัย ค้าขายร่ำรวย มีเมตตามหานิยมด้วย

    ตะกรุดตี๋ใหญ่ หลวงพ่อมาลัย วัดบางหญ้าแพรก สมุทรสาคร

    ตะกรุดผงว่าน ใบลาน หรือที่รู้จักกันดีคือ "ตะกรุดตี๋ใหญ่" ที่ทำให้หลวงพ่อมาลัยมีลูกศิษย์ลูกหามากมาย หลวงพ่อมาลัย เป็นอาจารย์ของตี๋ใหญ่จอมโจรผู้โด่งดังในอดีต หลวงพ่อมาลัย ได้เริ่มจัดสร้างครั้งแรกในสมัยนั้น เมื่อประมาณปี พ.ศ.2517 ท่านได้บริกรรมนั่งภาวนาพระคาถา อธิษฐานจิตเดี่ยวในช่วงพรรษา พร้อมทั้งคลึงลูกตะกรุดด้วยมือของท่านเอง ลักษณะของตะกรุดบางลูกอาจไม่เท่ากันเพราะคลึงด้วยมือ ส่วนด้านในหลวงพ่อมาลัยจะใช้แผ่นทองแดงจารด้วยยันต์มหาอุด ตามแบบฉบับหลวงปู่ศิลป์ แล้วม้วนอยู่ด้านใน พอกด้วยผงว่าน 108 ชนิด ผสมยางรักตามสูตร ในครั้งนั้นหลวงพ่อมาลัยทำไปแจกไป ท่านได้บอกผู้ที่มาฝากตัวเป็นศิษย์และขอตะกรุดพอกยา จากหลวงพ่อว่า "ก่อนเอ็ง จะใช้ตะกรุดนี้ ให้นึกถึงครูบาอาจารย์ แล้วภาวนาว่า "เว อะระหัง เว" ทั้งหมด 3 จบ แล้วจึงคาดตะกรุด"
    ยังมีอะไรที่น่าสนใจอีกมากมายนะครับ

    สมุทรสาคร เมืองที่มีแม่น้ำกั้นกลางระหว่างมหาชัยและท่าฉลอม เป็นจังหวัดที่ชาวบ้านยึดอาชีพทำการประมง ชาวบ้านทั้งฝั่งท่าฉลอมและมหาชัย ต่างให้ความเคารพเลื่อมใสศรัทธาพระเกจิคณาจารย์ชื่อดังหลายรูป

    หนึ่งในนั้นคือ "หลวงพ่อมาลัย อุทโย" หรือ "พระครูอุทัยธรรมสาคร" พระเกจิชื่อดังแห่งลุ่มแม่น้ำท่าจีน เจ้าคณะตำบลท่าฉลอม และเจ้าอาวาสวัดบางหญ้าแพรก อ.เมือง จ.สมุทรสาคร

    "หลวงพ่อมาลัย" เป็นพระที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบได้รับการยกย่องเป็นพระเกจิอาจารย์ระดับแนวหน้า จัดสร้างเครื่องรางวัตถุมงคลที่มีพุทธคุณด้านคงกระพันชาตรี เมตตามหานิยมและแคล้วคลาดหลายต่อหลายรุ่นมาแล้ว

    วัตถุมงคลที่เป็นที่ร่ำลือกันมาก คือ สมเด็จไผ่ และตะกรุดผงว่าน ใบลาน หรือที่รู้จักกันดีคือ "ตะกรุดตี๋ใหญ่" ที่ทำให้หลวงพ่อมาลัยมีลูกศิษย์ลูกหามากมาย ปัจจุบันสิริอายุ 70 พรรษา 44

    หลวงพ่อมาลัย เป็นอาจารย์ของตี๋ใหญ่จอมโจรผู้โด่งดังในอดีต

    หลวงพ่อมาลัย จัดสร้างวัตถุมงคลตามโอกาสต่างๆ ส่วนใหญ่ได้รับความนิยมอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็น พระสมเด็จไผ่ รุ่นเปิดกรุ ปี 2526, พระปิดตามหาลาภ, พระสมเด็จนางพญาดาวเสด็จ, เหรียญปั๊มตามรุ่นต่างๆ รูปเหมือนลอยองค์ หรือแม้กระทั่ง พระกริ่ง ม.ล.71 ปี ล้วนพุทธคุณโดดเด่นทางด้านเมตตา แคล้วคลาดปลอดภัย โชคลาภ

    แต่มีวัตถุมงคลอยู่หนึ่งอย่างที่หลวงพ่อมาลัย ท่านจัดสร้างแล้วไม่มีรุ่นที่สอง เพราะจัดสร้างรุ่นเดียวครั้งเดียว นั่นคือ "ตะกรุดพอกยา ต้นฉบับหลวงปู่ศิลป์ วัดบางกระดี่" หลวงพ่อมาลัยสร้างตะกรุดพอกยาขึ้น ในสมัยนั้นท่านได้เข้าฝากตัวเป็นศิษย์ของ "อาจารย์ศิลป์ วัดบางกระดี่" และได้ร่ำเรียนวิชาอาคมตามตำรับครูบาอาจารย์ที่ถ่ายทอดวิชาให้จนหมดสิ้น นำมาทำตะกรุดพอกยา ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับของหลวงปู่ศิลป์ในสมัยก่อน

    หลวงพ่อมาลัย ได้เริ่มจัดสร้างครั้งแรกในสมัยนั้น เมื่อประมาณปี พ.ศ.2517 ท่านได้บริกรรมนั่งภาวนาพระคาถา อธิษฐานจิตเดี่ยวในช่วงพรรษา พร้อมทั้งคลึงลูกตะกรุดด้วยมือของท่านเอง ลักษณะของตะกรุดบางลูกอาจไม่เท่ากันเพราะคลึงด้วยมือ ส่วนด้านในหลวงพ่อมาลัยจะใช้แผ่นทองแดงจารด้วยยันต์มหาอุด ตามแบบฉบับหลวงปู่ศิลป์ แล้วม้วนอยู่ด้านใน พอกด้วยผงว่าน 108 ชนิด ผสมยางรักตามสูตร

    ในครั้งนั้นหลวงพ่อมาลัยทำไปแจกไป ท่านได้บอกผู้ที่มาฝากตัวเป็นศิษย์และขอตะกรุดพอกยา จากหลวงพ่อว่า "ก่อนเอ็ง จะใช้ตะกรุดนี้ ให้นึกถึงครูบาอาจารย์ แล้วภาวนาว่า "เว อะระหัง เว" ทั้งหมด 3 จบ แล้วจึงคาดตะกรุด"

    หลังจากหลวงพ่อมาลัยได้เริ่มนำตะกรุดแจกจ่ายให้บรรดาศิษย์ ญาติโยม ในละแวกนั้นต่างได้รู้เห็นถึงพุทธคุณที่ได้ประสบกับตัวเอง และร่ำลือกันมากในช่วงนั้น และยิ่งมาเจอกับตัวของจอมโจรตี๋ใหญ่ ซึ่งถวายตัวเป็นศิษย์หลวงพ่อมาลัยด้วยแล้ว ทำให้ชาวบ้านเรียกกันติดปากว่า "ตะกรุด ตี๋ใหญ่"

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูง

    ตะกรุดตี๋ใหญ่หลวงพ่อมาลัย

    ให้บูชา 350 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260111_194208.jpg IMG_20260111_194222.jpg
     
  20. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    13,961
    ค่าพลัง:
    +21,459
    get_auc1_img (41).jpeg


    เคยอฐิธานจิตพระจนศาลาลั่นมาแล้ว

    พระสิวลีจกบาตร หลวงปู่เกลื่อน ฉันทาคาโม หลังยันต์(ยุคแรกๆ)สภาพบิ่นมุมด้านบน เป็นพระที่หลวงพ่อสังวาลย์และหลวงปู่บุดดากล่าวว่า เป็นมังกรซ่อนเขี้ยว เคยอฐิธานพระจนศาลาลั่นมาแล้ว เกสา ทันตุธาตุ อุจาระแปรสภาพเป็นพระธาตุครับ

    หลวงพ่อเกลื่อนเป็นศิษย์บวชกับหลวงพ่อมุ่ยวัดดอนไร่ เป็นลูกศิษย์หลวงพ่อสังวาลย์เขมโก

    หลวงพ่อเกลื่อน วัดสองเขต จ. สุพรรณบุรี ท่านเป็นพระที่พลังจิตสูง และท่านยังเป็นศิษย์เอกของ ^^ หลวงปู่สังวาลย์ เขมโก วัดทุ่งสามัคคีธรรม เเห่งเมืองสุพรรณ ^^ และหลวงพ่อเกลื่อนท่านเก่งเรื่องมากเรื่องของคุณปลัด เด่นที่สุดเรื่องค้าขายและเมตตา
    ^^ หลวงพ่อเกลื่อน ฉนทธมโม วัดสองเขต จ.สุพรรณบุรี ฯ
    หลวงพ่อเกลื่อน ท่านเป็นพระดีปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ท่ศนึกษาปฎิบัติธรรมและเดินธุดงค์ กับ หลวงปู่สังวาลย์ เขมโก แห่งวัดทุ่งสามัคคีธรรม ฯ หลวงพ่อเกลื่อนท่านถือเป็นศิษย์คนแรกของหลวงปู่สังวาลย์ และได้ไปปฎิบัติธรรม กับ ครูบาอาจารย์อีกหลายท่าน เช่น หลวงปู่บุดดา วัดกลางชูศรีเจริญสุข จังหวัดสิงห์บุรี หลวงพ่อสด วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ จังหวัดกรุงเทพ และ หลวงปู่ชา วัดหนองป่าพง จังหวัด อุบลราชธานี ในการเดินธุดงค์ของหลวงพ่อเกลื่อน ส่วนมากจะเดินทางไปกับ หลวงปู่สังวาลย์ เขมโก ซึ่งเป็นพระอาจารย์ของท่าน หลวงพ่อเกลื่อน เป็นผู้ปฎิบัติดีปฏิบัติชอบ ปฏิบัติธรรม ตามแนววิปัสสนากรรมฐาน เป็นพระสุปฏิปันโน จนได้รับการยกย่องจากครูบาอาจารย์หลายท่าน และคณะศิษยานุศิษย์ที่ได้พบเจอท่าน
    ครั้งนึง ฯ ตามประวัติของศิษย์ : พระอาจารย์องค์นึงได้เล่าว่าหลวงปู่เกลื่อนก็ฤทธิ์เยอะไม่ใช่เบาเลย ท่านเล่าว่าสมัยก่อนที่สุพรรณมีนิมนต์พระร้อยรูปเสกอะไรซักอย่าง หลวงปู่ใหญ่ท่านก็บอกกับศิษย์ประมาณว่า ( หลวงปู่ใหญ่ คือ หลวงปู่สังวาลย์ เขมโก ) " ไม่เห็นต้องนิมนต์เยอะขนาดนั้น สู้นิมนต์ตาเกลื่อน ( หลวงปู่ใหญ่เรียกหลวงปู่เกลื่อนว่าตาเกลื่อน ) รูปเดียวก็พอแล้ว "

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ให้บูชา 150 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ​

    IMG_20260111_212012.jpg IMG_20260111_212034.jpg
     

แชร์หน้านี้

Loading...